CPNกางแผนพัฒนาคอนโดฯ-บ้านหรู ขยายลงทุนทั่วประเทศ เปิดตัว Phyll Phuket รับต่างชาติปลุกท่องเที่ยวคึกคัก

0



(ซ้ายมือ) นายกรี เดชชัย  กรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายธุริจที่อยู่อาศัย พร้อมกับผู้บริหาร บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน)
การพลิกฟื้นของภาคการท่องเที่ยวที่เติบโตขึ้นอย่างชัดเจน “หนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญ” ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศไทยให้เติบโต เพื่อชดเชยภาพรวมของการส่งออกที่หลายสำนักได้คาดการณ์ว่าในปี 2566ตัวเลขจะติดลบได้ เนื่องจากประเทศคู่ค้าที่สำคัญหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นประเทศจีน ประเทศสหรัฐอเมริกา เศรษฐกิจยังอยู่ในช่วงของการปรับฐานให้กลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง

ทั้งนี้ “ภาคท่องเที่ยว” แม่เหล็กใหญ่จะช่วยกระตุ้นให้ธุรกิจต่างๆในประเทศ ได้รับอานิสงส์ของการเข้ามาของนักท่องเที่ยว ทั้งจากประเทศจีน อินเดีย และตะวันออกกลาง เป็นต้น โดยทิศทางของการท่องเที่ยวจากนี้ไป ทางนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่เข้ารับตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน ที่ผ่านมา ประกาศพร้อมเข้ามาดูแลการท่องเที่ยวของไทย ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน ให้สามารถสร้างรายได้ตามที่รัฐบาลใหม่ (รัฐบาลเศรษฐา) ตั้งความหวังไว้ โดยเฉพาะภารกิจหลัก ในการทำรายได้ท่องเที่ยวปี 2567 ให้ได้ตามเป้าหมายสูงสุด 3 ล้านล้านบาท

โดยในส่วนตลาดต่างประเทศ ตั้งเป้าจะทำรายได้ 1.54-1.92 ล้านล้านบาท เพื่อติดอันดับ 1 ใน 5 ประเทศที่มีรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติมากที่สุดในโลก มีนักท่องเที่ยวเข้าไทย 28-35 ล้านคน (แม้จะไม่เท่าก่อนเกิดโควิด ตัวเลขนักท่องเที่ยวประมาณ 40 ล้านคน) ใช้จ่ายเงินเฉลี่ย 54,800 บาทต่อคนต่อทริป ส่วน ตลาดไทยเที่ยวไทย ตั้งเป้าจะทำรายได้ 8.6 แสนล้านบาท ถึง 1.08 ล้านล้านบาท ใช้เงินเฉลี่ย 4,000 บาทต่อคนต่อทริป โดยจะเร่งอำนวยความสะดวกเรื่องการขอวีซา เพิ่มจุดขายซอฟต์เพาเวอร์ มาพัฒนาสู่การเป็นฮับท่องเที่ยวด้านความบันเทิง ฮับทองเที่ยวด้านกีฬา และฮับท่องเที่ยวด้านสุขภาพ

…สัญญาณที่ดี ที่มาจากภาคท่องเที่ยว ย่อมจะส่งผลดีต่อธุรกิจโรงแรม ธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และบริการ ที่จะได้รับแรงบวกของการเข้ามา รวมถึง รัฐบาลใหม่ มีทิศทางกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยด้วยแล้ว ยิ่งเป็นแสงสว่าง ให้เห็นความหวังของประเทศไทย กลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง

สำหรับผู้นำในธุรกิจศูนย์การค้า อย่าง กลุ่มเซ็นทรัลพัฒนา บริษัทของคนไทยที่มีขนาดใหญ่ระดับประเทศและแบรนด์ระดับโลก มี แอสเสท ตามงบการเงิน สิ้นสุดงวด 6 เดือนแรกของปี 66 มีถึง 2.78 แสนล้านบาท มีรายได้รวมครึ่งปีแรกประมาณ 22,000 ล้านบาท กำไรสุทธิเกือบ 7,000 ล้านบาท (ยังไม่นับรวมแอสเสทในธุรกิจอื่นๆ) และแม้ธุรกิจหลักและการลงทุนจะให้น้ำหนักในธุรกิจศูนย์การค้า แต่ด้วยศักยภาพของขนาดของธุรกิจที่ใหญ่ และ ที่ตั้งของศูนย์การค้า ที่อยู่ในทำเลไพรม์เอเรียลกระจายอยู่หลายจังหวัด บวกกับที่ดินสะสม (แลนด์แบงก์) ได้สร้างโอกาสในการต่อยอดเกี่ยวกับการรุกหนักในธุรกิจที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นการ “SYNERGIES เครือข่ายธุรกิจที่มีอยู่” ในการสร้าง ‘พลัง’ ให้องค์กรเข้มแข็งและเติบโตอย่างมั่นคงแข็งแกร่งระดับโลก


กางแผนพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยทั่วปท.

นายกรี เดชชัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายธุริจที่อยู่อาศัย บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด ( มหาชน) หรือ CPN กล่าวว่า เซ็นทรัลพัฒนา มุ่งมั่นพัฒนาโครงการในรูปแบบ Retail-Led Mixed-Use Development โดยมีธุรกิจศูนย์การค้าค้าเป็นแกนหลัก สร้างความแข็งแกร่งของ Ecosystem เชื่อมโยงกับธุรกิจที่อยู่อาศัย อาคารสำนักงาน และโรงแรม ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของทุกคนครบแบบ 360 องศา และด้วยประสบการณ์จับตลาด Residential กว่า 10 ปี ทำให้เรามั่นใจในการบุกเบิกตลาดที่อยู่ในอาศัยในหลายจังหวัดเพิ่มเติม ซึ่งในปัจจุบัน เซ็นทรัลพัฒนา ในส่วนของธุรกิจที่อยู่อาศัย มีการลงทุนและเปิดโครงการที่อยู่อาศัย ทั้ประเภทโครงการแนวราบ โครงการคอนโดมิเนียม โครงการเชิงพาณิชย์ เป็นต้น

“เราไม่ได้หยุดอยู่แค่นี้ เรามีความพร้อมทุกอย่าง นอกจากในกลุ่มของเซ็นทรัลกรุ๊ปแล้ว วันนี้ เราได้รับความร่วมจากสาขาโรบินสันทั่วประเทศ ในการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยเสริมศักยภาพในพื้นที่ โดยเราได้ปักหมุด 5 โครงการในสาขาของโรบินสันแล้ว ตอนนี้ เรามี 18 จังหวัดที่เราจะตามการลงทุนของเซ็นทรัลพัฒนา และกลุ่มโรบินสัน ที่สำคัญ เรามีศักยภาพและพร้อมที่จะทำโครงการแนวราบ เราได้ไปขยายตลาดแนวราบไปแล้ว 3-4 จังหวัด ลูกค้าให้การตอบรับที่ดี ลักษณะการพัฒนาจะอยู่ใกล้ๆศูนย์การค้า เพื่อเชื่อมต่อกับธุรกิจรีเทลเรสซิเดนท์ ในการทำความร่วมมือ ไม่ว่าจะอยู่ในโครงการคอนโดมิเนียม หรือ บ้านจัดสรร ก็จะได้รับสิทธิพิเศษและสิทธิประโยชน์ในการเป็นลูกค้าในเครือของเซ็นทรัลฯ เช่น เรื่องจอดรถฟรี ส่วนลดพิเศษจากเซ็นทรัลและโรบินสัน หรือแม้แต่เกี่ยวกับเรื่องบ้านผ่านธุรกิจวัสดุก่อสร้างอย่าง BnB Home ร้านอาหาร เป็นต้น”นายกรี กล่าว


โดย กรรมการผู้จัดการใหญ่ ได้กางข้อมูล “พอร์ต” โครงการอสังหาฯในขณะนี้ ว่า มีโครงการที่อยู่ทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ และในต่างจังหวัด โดยรวมมีโครงการที่อยู่อาศัยรองรับความต้องการของผู้ซื้อในพื้นที่และกลุ่มที่เข้ามาทำงานมากถึง 18 จังหวัด ซึ่งในช่วงที่เหลือของปีนี้ กลุ่มที่อยู่อาศัยจะมีการลงทุนเปิดทั้งแนวสูงและแนวราบเพิ่มอีก 5 โครงการ แบ่งเป็นโครงการบ้าน 3 โครงการ และ โครงการคอนโดมิเนียมอีก 2 โครงการ ซึ่งจะส่งผลให้ แอสเสท ของโครงการที่บริหารถึงสิ้นปีนี้ รวมเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 34 โครงการ

“แผนต่างๆของทางกลุ่มเซ็นทรัลฯ ที่ประกาศไปก่อนหน้านี้ ก็ยังคงอยู่ในแผน เช่น การพัฒนาโครงการตามโมเดลแบบมิกซ์ยูส ที่มีห้างสรรพสินค้าเป็นแกนหลัก โรงแรม อาคารสำนักงาน และคอนโดมิเนียม เช่น ที่โคราช มี 2 คอนโดมิเนียม ซึ่งไปได้ค่อนข้างดี หรือแม้แต่ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ที่มี 3 บิสซิเนส ไปได้ดีเช่นกัน และที่จะตามใน จ.ระยอง เป็นต้น ส่วนที่จ.นครปฐม จะเป็นโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ กำลังจะขึ้นเช่นกัน และตามออกมาเยอะมาก”

โครงการ “ฟีล ภูเก็ต”
เซ็นทรัลพัฒนา บุกภูเก็ต เปิดคอนโดฯใจกลางเมือง

นายกรี กล่าวถึงภาพรวมตลาดคอนโดมิเนียมในภูเก็ตว่า มีโอกาสเติบโต ด้วยศักยภาพของเมืองที่เป็น Attractive Global Destination ล่าสุดติดอันดับ World’s Greatest Places 2023 จากนิตยสาร Time อีกทั้งอยู่ในพื้นที่ที่อยู่ในแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวของภาครัฐ เพื่อยกระดับให้เป็นเมืองท่องเที่ยวชายทะเลระดับโลก รวมถึงจากเมกะโปรเจกต์ของรัฐ ในการพัฒนาระบบคมนาคมในอนาคต ครอบคลุมทั้งทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ และทางราง เพื่อรองรับการขยายเมือง อาทิ สนามบินภูเก็ตเฟส 2, ทางด่วนกระทู้-ป่าตอง, ทางหลวงเมืองใหม่-เกาะแก้ว, รถไฟฟ้ารางเบาภูเก็ต ฯลฯ

นอกจากนี้ ยังมีสัญญาณดีด้านการท่องเที่ยวและกำลังซื้อทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ โดยตลาดในประเทศโรงแรมและการท่องเที่ยวในภูเก็ต ได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากแคมเปญภาครัฐตั้งแต่ช่วงสถานการณ์ที่ผ่านมา ซึ่งตลาดที่พักอาศัยยอดขายค่อยๆ ฟื้นฟูกลับมา ขณะที่ตลาดต่างประเทศ การท่องเที่ยวฟื้นฟูกลับมาเช่นกัน นักท่องเที่ยวต่างชาติท่องเที่ยวภูเก็ตในปี 2566 ช่วงครึ่งปีแรกอยู่ที่ 2.3 ล้านคน คาดปี 2567 จะเพิ่มขึ้นเป็น 4-5 ล้านคน/ปี โดยนักท่องเที่ยวกลุ่มหลักคืออันดับหนึ่ง ได้แก่ รัสเซีย ตามมาด้วยจีน อีกทั้งยังพบ ดีมานด์ในกลุ่มลูกค้าชาวยุโรปที่ต้องการบ้านสำหรับช่วงเกษียณอายุโดยเฉพาะลูกค้ากลุ่มรัสเซีย

ล่าสุด บริษัทฯได้เปิดตัวโครงการ “ฟีล ภูเก็ต” (Phyll Phuket) คอนโดมิเนียมระดับไฮเอนด์ใกล้เซ็นทรัล ภูเก็ต เพียง 300 เมตร ซึ่งพัฒนาในเฟสแรกบนเนื้อที่ 6 ไร่ มูลค่ารวมกว่า 1,500 ล้านบาท เป็นโครงการคอนโดมิเนียมแห่งที่สองของโครงการ “ฟีล” ต่อจาก “ฟีล พหล 34” และยังเป็นคอนโดมิเนียมแห่งแรกของเซ็นทรัลพัฒนา ที่เข้ามาทำตลาดที่เมืองภูเก็ต ด้วยการต่อยอดจากศูนย์การค้าเซ็นทรัลภูเก็ต จึงทำให้เราเข้าใจ Insight ของตลาดที่อยู่อาศัย ด้วยข้อมูล Customers Behavior และ Domestic Demand ที่มีอยู่ในมือ โดยการขายในปัจจุบัน ลูกค้าตอบรับอย่างดีมาก ตัวเลขการขายถึง 70% ในจำนวนนี้มีลูกค้าต่างชาติประมาณ 15% มีผู้ซื้อมาจากประเทศสิงคโปร์,มาเลเซีย และประเทศในแถบยุโรป เป็นต้น

โครงการ “ฟีล ภูเก็ต” มีจำนวน 3 อาคาร สูง 8 ชั้น ทั้งหมด 439 ยูนิต พื้นที่ขนาด 6-1-33 ไร่ พัฒนาภายใต้คอนเซ็ปต์ “A Beach Life in the City” เสมือนยกบรรยากาศริมหาดมาไว้ใจกลางเมือง ด้วยการดีไซน์แบบ Beach City Condo สไตล์รีสอร์ท ตัวอาคารจะมีความโค้งเว้าสลับเป็นชั้นเลียนแบบหมู่เกาะ ให้ทุกยูนิตสัมผัสถึงพื้นที่สีเขียวได้อย่างทั่วถึง ตัวอาคารโอบล้อมด้วยพื้นที่ส่วนกลางที่มีขนาดใหญ่ถึง 2ไร่

“ที่ดินแปลงที่พัฒนาคอนโดมิเนียม ฟีล ภูเก็ต บริเวณถนนเหมืองนาคา ซื้อมาก่อนเกิดโควิด โดยเนื้อที่รวมจริงๆประมาณ 20 ไร่ สามารถพัฒนาได้ 3 เฟส มูลค่าการขายโครงการรวม 4,200 ล้านบาท พัฒนาห้องชุดได้รวม 1,300 ยูนิต ใช้เวลาพัฒนาและปิดโครงการได้ไม่เกิน 7 ปี จากเดิมประมาณ 9 ปี เนื่องจากทางเราประเมินจากภาพรวมเศรษฐกิจและการเติบโตของภูเก็ตในปัจจุบัน นอกจากนี้ ยังมีโมเดล ที่จะนำที่ดินในเฟสที่ 3 ของโครงการ มาศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ในภูเก็ต คาดว่าจะทำได้จำนวน 300 ห้อง ”นายกรีกล่าว และว่า แปลงที่ดินของโครงการยังอยู่ในบริเวณที่มีศูนย์การค้าของเซ็นทรัลมาเปิดให้บริการ รวมแล้ว อาณาจักรบริเวณนี้ ธุรกิจของกลุ่มเซ็นทรัล รวมโครงการที่อยู่อาศัย จะมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 25,000 ล้านบาท ซึ่งเราจะเห็นได้ว่า มีโครงการคอนโดมิเนียมของบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่จากกรุงเทพฯ เช่น บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น จำกัด (มหาชน) เข้ามาสร้างคอนโดมิเนียมรูปแบบโลว์ไรส์ เป็นการตอกย้ำถึงศักยภาพของทำเลนี้

ราคาที่ดินในภูเก็ต พุ่งเกินจริงหลายเท่าตัว

สำหรับแนวโน้มราคาที่ดินในภูเก็ต หลังโควิด-19 คลี่คลายนั้น นายกรี กล่าวว่า ราคาปรับขึ้นไม่น้อยกว่า 5 เท่าจากช่วงโควิด ขึ้นอยู่แต่ละทำเล เช่น ลากูนา ราคาประมาณ 20-30 ล้านบาทต่อไร่ บางทำเล อยู่ที่ 60 ล้านบาทต่อไร่ เป็นทำเลที่อาจจะไม่ติดหาด

ด้านนายเมธาพงศ์ อุปัติศฤงศ์ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ตคนใหม่ กล่าวเสริมว่า ราคาคอนโดมิเนียมหลังเริ่มมีโครงการใหม่ ปรับขึ้นเช่น ถ้าโซนในเมืองอยู่ที่ 70,000-120,000 บาทต่อตารางเมตร(ตร.ม.) ริมทำเลอยู่ที่ 120,000-200,000 บาทต่อตร.ม.ขึ้นอยู่กับทำเล

ขณะที่ราคาที่ดิน ก็ร้อนแรง โดยปรับขึ้นเท่าตัวจากช่วงโครงการ ที่ดินไม่ติดทะเล ไร่ละ 6-15 ล้านบาท ติดทะเลหาดป่าตองไร่ละ 100-200 ล้านบาท หาดกะตะกะรน 25-80 ล้านบาทต่อไร่ ตอนนี้ราคาที่ดินแพงในภูเก็ตแพงขึ้น

ทุนต่างชาติรุกพัฒนาโครงการวิลล่า ภูเก็ต

นายกรี กล่าวว่า การที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ตปรับตัวดีขึ้นหลังผ่านสถานการณ์โควิด-19 ก็มีปัจจัยการที่นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาจำนวนมาก มีการนำเงินเข้ามา เกิดการจ้างงาน ทำให้การค้าขายได้มีรายได้มากขึ้น ซึ่งเป็นผลบวกต่อเศรษฐกิจในภูเก็ต ประกอบกับปัจจัยความขัดแย้งระหว่างประเทศรัสเซียและยูเครน ทำให้อสังหาริมทรัพย์เป็นที่ต้องการของชาวต่างชาติมากยิ่งขึ้น เช่น ซื้อวิลล่า แต่มีข้อสังเกต ได้มีนักลงทุนจากต่างชาติในรูปแบบคอมปะนี พร้อมจะเข้ามาลงทุนและแต่กำลังหาที่ดินเพื่อจะพัฒนาโครงการ ก็ได้รับความสนใจ ยอดขายหมดแล้ว เป็นต้น

“ทุนต่างชาติบุกอสังหาฯในภูเก็ตเยอะอยู่แล้ว แม้แต่ผู้ประกอบการแบรนด์ดังๆจากกรุงเทพฯ ได้เข้ามาลงทุนผ่านการร่วมทุน(JV) กับผู้ประกอบการหรือแลนด์ลอร์ดในพื้นที่ภูเก็ต เพราะเขารวย อย่างที่ทราบกัน เช่น บมจ.ออริจิ้นฯ , บมจ.แอสเซทไวส์ฯ ในส่วนของเรา (CPN) มีร่วมทุนก็เพียง ดุสิตธานี เท่านั้น”


CPN ศึกษาทำมาสเตอร์แพลนที่ดินผืนใหญ่

นายกรี กล่าวถึงที่ดินแปลงใหญ่ๆที่ทางกลุ่มเซ็นทรัลถือครองไว้อยู่ว่า ทุกแปลงที่มีอยู่ ทั้งผืนที่ดินใจกลางย่านรัชภิเษก-พระราม 9 บนเนื้อที่กว่า 73 ไร่ (เดิมเป็นของบริษัท แกรนด์ คาแนล แลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ จีแลนด์ , ซื้อที่ดินแปลงของบริษัท มีเนื้อที่ 616 ไร่ ติดถนนรังสิต หรือแม้แต่ที่ดินแดนเนรมิต ทางกลุ่มเซ็นทรัล ยังคงนำที่ดินทุกแปลงมาทำการศึกษาตลอด เพื่อหาแนวทางและความเหมาะสมที่ดีที่สุด ในการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่และโครงการที่อยู่อาศัย รวมถึงโครงการในเชิงพาณิชย์ เป็นต้น

สำหรับเป้าหมายรายได้ของธุรกิจกลุ่มที่อยู่อาศัย ว่า ปีนี้เติบโตมาก คาดตัวเลขอยู่ระดับ 5,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่มีรายได้ 3,000 ล้านบาท เนื่องจากจะมีโครงการโอนกรรมสิทธิ์ในปีนี้เป็นจำนวนมาก เช่น โอนคอนโดฯ ฟีล ภูเก็ต ต่อเนื่องไปถึงปี 2567 , Escent หาดใหญ่ ที่จะมีโอนฯประมาณ 4 อาคาร และโครงการที่จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นต้น

“ธุรกิจกลุ่มที่อยู่อาศัย ตอนนี้เราเปลี่ยนไป เดินเราอาจจะหลานของบริษัทซีพีเอ็น แต่ตอนนี้ เราเป็นลูกคนเล็ก ทำให้เราต้องมีเป้าการเติบโตไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ของรายได้กลุ่มเซ็นทรัล แต่เราเชื่อมั่นในศักยภาพของทีมงาน และโปรดักส์ที่พัฒนาออกสู่ตลาด และกลยุทธ์ต่างๆ ที่ตามธุรกิจในเครือ เราจะทำรายได้เติบโตได้มากกว่าร้อยละ 20 เทียบสัดส่วนของกลุ่มเซ็นทรัล”


ปัจจุบัน เซ็นทรัลพัฒนา มีแบรนด์ในการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย แยกเป็นโครงการบ้าน ได้แก่ แบรนด์ นินญา ราคาเฉลี่ย 12-20 ล้านบาท แบรนด์ นิยาม ราคาเฉลี่ย 30-60 ล้านบาท แบรนด์ นิรดา ราคาเฉลี่ย 6-10 ล้านบาท เป็นต้น ส่วนโครงการคอนโดมิเนียม มีแบรนด์ เอสเซ็นท์ ราคาเฉลี่ย 2-4 ล้านบาท แบรนด์ ฟีล ราคาเฉลี่ย 3-6 ล้านบาท และอาคารพาณิชย์ จะมีราคาเฉลี่ย 6-8 ล้านบาท เป็นต้น.



Source link

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *