ไม่พลาดทุกเทรนด์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ที่ผู้ชายควรรู้ สมัครสมาชิก GQ Club ฟรี!

0








     การเข้ารับตำแหน่งใหญ่ที่หลุยส์ วิตตอง (Louis Vuitton) ของฟาร์เรลล์ วิลเลียมส์ (Pharrell Williams) เมื่อไม่นานมานี้ เป็นเส้นทางที่นำไปสู่การบรรจบกันครั้งใหม่ที่ยิ่งใหญ่ระหว่างแฟชั่นและวัฒนธรรมป๊อป และนี่คือเรื่องราวในช่วงเวลาแห่งความกล้าภายใต้การนำของฟาร์เรลล์ รวมถึงการปฏิวัติที่ทะเยอทะยาน ซึ่งเขาปักหมุดว่าจะต้องเกิดขึ้น

     ฟาร์เรลล์ วิลเลียมส์เป็นสิว ที่คางของเขามีพลาสเตอร์ปิดแผลติดอยู่ และทันทีหลังจากที่แนะนำตัวเอง ฉันถามเขาว่า “เกิดอะไรขึ้น” น้ำเสียงตอบกลับที่ฟังเหมือนเสียงเพลงและไร้ความตื่นเต้นเจืออยู่ในนั้น เป็นเสียงเดียวกับที่ฉันน่าจะเคยได้ยินมาแล้วประมาณพันล้านครั้ง ทั้งจากลำโพงและหูฟัง แต่ไม่เคยคิดว่าเสียงนั้นจะฟังดูสมบูรณ์แบบขนาดนี้เมื่อได้ยินด้วยตัวเอง “อ๋อ… มันก็แค่สิวน่ะ” เขาตอบ

     ฟาร์เรลล์เพิ่งอายุครบ 50 ปีได้ไม่นาน แต่ผิวหน้าของเขาดูเหมือนผิวที่ได้รับการบำรุงและมีความชุ่มชื้นไม่ต่างจากคนวัย 22 ก่อนที่จะถามฉันนึกไปเองว่าอาจจะเป็นฝีมือของลูกคนใดคนหนึ่งในสี่คนของเขา ที่เอาหัวมาโขก หรือไม่อย่างนั้นก็อาจจะเป็นแผลที่เขาได้จากการเล่นสเกตบอร์ด ไม่มีทางเลยที่ฉันจะนึกว่าฟาร์เรลล์จะบอกว่าภายใต้พลาสเตอร์ปิดแผลนี้ก็คือสิวที่ซ่อนอยู่ คำตอบของเขาทำให้ฉันรู้สึกเหมือนเป็นไอ้เซ่อที่ให้ความสนใจกับสิ่งนั้น

     แต่ดูเหมือนว่าฟาร์เรลล์จะไม่รู้สึกกวนใจกับคำถาม หรือรอยสิวใต้พลาสเตอร์นั้น เขาคือผู้ชายที่อ่อนน้อมถ่อมตน เป็นคนเปิดเผยและจริงใจในการที่จะบอกเล่าเรื่องราวของเขากับโลกใบนี้ แม้ว่าเรื่องราวนั้นจะเป็นเรื่องที่ไม่สมบูรณ์แบบก็ตาม

     เราอยู่กันที่ลานจอดรถขนาดใหญ่ในเวอร์จิเนีย บีช (Virginia Beach) ซึ่งเป็นบ้านเกิดของฟาร์เรลล์ โดยอยู่ท่ามกลางรถเทรลเลอร์และรถบรรทุกจำนวนมากที่ทำหน้าที่เป็นโซนหลังเวทีสำหรับเทศกาลดนตรีบนชายหาดที่จัดขึ้น 3 วัน และกลายเป็นเทศกาลประจำทุกปีไปแล้ว อย่างซัมติง อิน ดิ วอเตอร์ (Something in the Water) โดยที่ฟาร์เรลล์เป็นผู้จัด วันที่เราเจอกันนั้นเป็นช่วงปลายเดือนเมษายน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สำคัญอย่างยิ่งของเขา เพราะ ณ ตอนนั้นเขาเพิ่งเข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของแผนกสุภาพบุรุษที่หลุยส์ วิตตองได้เพียง 2 เดือน ซึ่งพ่วงมาด้วยคำถามจำนวนมากว่า โปรดิวเซอร์ระดับซูเปอร์สตาร์คนนี้จะจัดการอย่างไรกับแบรนด์หรูระดับโลก

     การมอบหมายให้ฟาร์เรลล์เข้ามารับหน้าที่นี้เป็นการจบข่าวลือและการคาดการณ์เกี่ยวกับเรื่องที่ว่า ใครจะเป็นคนเข้ามาทำงานในตำแหน่งนี้ หลังจากการเสียชีวิตของเวอร์จิล แอ็บโลห์ (Virgil Abloh) ในปี ค.ศ. 2021 บางคนคาดว่าตำแหน่งนี้จะถูกใช้เพื่อชูหนึ่งในคนอายุน้อยซึ่งประสบความสำเร็จเกินวัยและจบสายแฟชั่นมาโดยตรง ทั้งยังมีประวัติในการปั้นแบรนด์ของตัวเองให้ประสบความสำเร็จ ในขณะที่อีกหลายคนคาดว่าตำแหน่งนี้น่าจะเป็นของดีไซเนอร์ชื่อดังสักคน ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครพูดถึงชื่อของฟาร์เรลล์เลย เมื่อข่าวนี้ออกมาในวันวาเลนไทน์ปีนี้ จึงสร้างความสั่นสะเทือนไปทั่ววงการ เพราะฟาร์เรลล์คือหนึ่งในคนที่มีชื่อเสียงที่สุดของยุคนี้ และเขาได้รับเชิญให้มาทำงานในตำแหน่งที่มีผลต่อทิศทางของธุรกิจแบรนด์ไฮเอนด์

     ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีศิลปินหรือนักดนตรีที่มีชื่อเสียงคนไหน หรือแม้แต่เซเลบริตีในวงการใดก็ตาม ที่จะได้รับมอบหมายให้รับหน้าที่ในตำแหน่งซึ่งเป็นที่จับตาในธุรกิจแบรนด์หรู แต่อย่างไรก็ตาม การประกาศของหลุยส์ วิตตองครั้งนี้อาจไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจขนาดนั้น เพราะเราต่างใช้ชีวิตอยู่ในยุคของแฟชั่นคนดังมาทศวรรษหนึ่งแล้ว แบรนด์หลายแบรนด์ต่างตั้งเป้าในการสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าและสร้างความรักในแบรนด์มากกว่าฐานลูกค้า เพราะสิ่งที่แบรนด์ต้องการก็คือฐานแฟน ซึ่งเป็นกลุ่มที่พร้อมจะตามในสิ่งที่แบรนด์ทำ เช่นเดียวกับที่แฟนๆ ตามกระแสจากแวดวงฮอลลีวูดหรือกีฬา ไม่ว่าพวกเขาจะสามารถซื้อกระเป๋าได้หรือไม่ก็ตาม

     ขณะเดียวกัน ดาราดังก็ชิงพื้นที่ฟรอนต์โรว์ของแฟชั่นโชว์จากบายเออร์และสื่อต่างๆ รวมถึงยังปรากฏในหลายๆ แคมเปญแทนที่นายแบบและนางแบบชั้นนำ การร่วมมือระหว่างแบรนด์หรูและป๊อปสตาร์เป็นเรื่องที่พบเห็นได้ในวงกว้าง เพราะเมื่อมองที่การจัดลำดับความสำคัญแล้ว แรงดึงดูดที่เกิดขึ้นในโซเชียลมีเดียมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการตัดเย็บและคุณภาพของเสื้อผ้า

     ภายใต้พัฒนาการต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปเหล่านี้ การให้ฟาร์เรลล์รับผิดชอบงานในตำแหน่งนี้ดูจะเป็นการตัดสินใจที่มีเหตุผลและเป็นก้าวต่อไปในการรวมตัวกันที่แข็งแรงขึ้นระหว่างแฟชั่นและวัฒนธรรมเซเลบริตี ประเด็นนี้ถูกดึงมาพูดถึงในกลุ่มคนที่วิจารณ์ว่า งานนี้เป็นอีกบทบาทที่ไม่จำเป็นของฟาร์เรลล์และแผนการตลาดสำหรับแบรนด์ อย่างไรก็ตาม ขอบข่ายงานที่หลุยส์ วิตตองเดิมพันกับฟาร์เรลล์นั้นยิ่งใหญ่กว่าที่เราคิดในตอนที่ได้ยินการประกาศข่าวนี้ 

     ในตอนบ่ายวันหนึ่งที่เวอร์จิเนีย ฉันอยากรู้ว่าฟาร์เรลล์จัดการอย่างไรกับความคาดหวังที่มาพร้อมกับงานใหม่นี้ เขากำลังอยู่ในระหว่างปั้นคอลเล็กชั่นแรกของเขา ซึ่งได้เปิดตัวไปอย่างอลังการในปารีสเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผานมา ช่วงระยะเวลาก่อนหน้าที่จะเปิดตัวนั้น ฉันได้สัมผัสการเดินทางกับฟาร์เรลล์ จากบ้านเกิดของเขาในเวอร์จิเนีย บีช สู่บ้านใหม่ของเขาในปารีส รวมไปถึงบทสนทนาที่เกิดขึ้นอีกหลายครั้งที่สตูดิโอและโชว์รูมของเขา ฉันมีโอกาสได้เห็นว่าเขากำลังทำอะไรอยู่บ้าง และมากไปกว่านั้น บทสนทนาที่เกิดขึ้นทำให้ฉันเริ่มที่จะเข้าใจว่าฟาร์เรลล์สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นได้อย่างไร ไม่ใช่แค่เฉพาะในโลกของธุรกิจที่เกี่ยวกับการออกแบบและขายสินค้าหรูหราเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเกี่ยวพันกันระหว่างวัฒนธรรมป๊อปและแฟชั่น

     เช่นเดียวกับการพูดถึงสิวที่อยู่บนคาง การเปิดใจและความจริงใจของเขาเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ เหมือนเป็นสิ่งที่บอกว่าจะเกิดเรื่องราวดีๆ หลังจากที่เราพับเรื่องเกี่ยวกับพลาสเตอร์ปิดแผลไป ฟาร์เรลล์และฉันนั่งลงบนเก้าอี้สตูลภายในร่มของเต็นท์ที่ตั้งระหว่างรถเทรลเลอร์ 2 คัน ฟาร์เรลล์และครอบครัวของเขาใช้เวลาส่วนใหญ่ในปารีสนับตั้งแต่เขาเข้ารับตำแหน่งใหม่ แต่ทุกคนในครอบครัวมาร่วมงานเทศกาลดนตรีนี้ด้วยกัน ทั้งเฮเลน ภรรยาของเขา ร็อกเก็ตลูกชายวัย 14 ปี และลูกแฝดอีก 3 คนที่คลอดเมื่อปี ค.ศ. 2017 ระหว่างที่เราพูดคุยกัน สมาชิกในครอบครัวของเขาก็อยู่ใกล้ๆ ในโซนศิลปิน ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้นฟาร์เรลล์ก็ขึ้นเวทีพร้อมกับ Pharrell’s Phriends และขึ้นแสดงเป็นเวลา 2 ชั่วโมง ในฐานะศิลปินที่เป็นเฮดไลน์ของเทศกาลนี้ ร่วมด้วยศิลปินคนอื่นๆ อย่างดิดดี (Diddy) เอ็ม.ไอ.เอ (M.I.A) เดอ ลา โซล (De La Soul) บัสตา ไรมส์ (Busta Rhymes) และเอแซป ร็อกกี (A$AP Rocky)

     ฟาร์เรลล์เป็นคนที่ทำหลายเรื่องในเวลาเดียวกันได้อย่างน่ามหัศจรรย์ เขาสามารถจัดการระหว่างงานในวงการดนตรี ไลน์โปรดักต์สกินแคร์ ร้านอาหาร โรงแรม รวมถึงงานที่เป็นความร่วมมือกับอาดิดาส (Adidas) และหนึ่งในการซื้อกิจการที่มีมูลค่าสูงสุดของ LVMH อย่างทิฟฟานี แอนด์ โค. (Tiffany & Co.) แต่เมื่อนึกถึงว่าเขาใช้เวลาไปไม่น้อยกับงานใหม่ในปารีส ต้องถือว่าการปรากฏตัวของเขาที่เทศกาลดนตรีนี้ทำให้ฉันอดทึ่งไม่ได้ เพราะฟาร์เรลล์มางานนี้แบบที่สัมผัสได้ว่าเขาอยู่ที่นี่จริงๆ ทั้งตัวเขาและความคิดต่างๆ ทั้งยังเป็นคนจัดและขึ้นแสดงเองด้วย ทั้งหมดนี้ยังพ่วงด้วยเรื่องที่ว่า เขายืนยันว่ายังคงให้เวลากับคอลเล็กชั่นของหลุยส์ วิตตอง ถึงจะเป็นการทำงานทางไกลก็ตาม “เราสามารถติดต่อกันได้ทันที” เขาพูดถึงตัวเองและทีมงานที่ประจำอยู่ที่สตูดิโอในปารีส “สิ่งที่เรากำลังทำอยู่เป็นเรื่องใหญ่มาก ผมใส่พลังลงไปในทุกแง่มุม ในทุกด้าน ผมใส่พลังเพื่อผลักดันทุกอย่าง”

     สิ่งที่ฉันเห็นได้ชัดในช่วงไม่กี่วันที่เวอร์จิเนีย บีช ตลอดเวลาที่มีเทศกาลซัมติง อิน ดิ วอเตอร์ ก็คือฟาร์เรลล์ไม่เพียงแต่ทุ่มเทให้กับโปรเจ็กต์ของหลุยส์ วิตตองผ่านทางไกลเท่านั้น เพราะงานที่เขาทำให้กับแบรนด์นี้อยู่รอบตัวเรา ตอนแรกฉันสันนิษฐานเอาเองว่า เขาจะต้องใช้เวลาในการจัดการกับงานต่างๆ ที่มีอยู่ของตัวเองก่อนที่จะไปเริ่มงานใหม่ แต่ดูเหมือนว่านั่นจะเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนไปจากความจริง

     ในขณะที่โลกแฟชั่นต่างรอคอยที่จะเห็นโชว์แรกจากฟาร์เรลล์ในเดือนมิถุนายน เพราะเชื่อว่าโชว์นี้จะทำให้เห็นวิสัยทัศน์ที่ฟาร์เรลล์มีต่อแบรนด์ ผู้คนในเวอร์จิเนีย บีชได้สัมผัสสิ่งนี้ตั้งแต่เดือนเมษายนแล้ว เพราะเพียงแค่การปรากฏตัวของเขาที่นั่น ก็ทำให้คนที่มาร่วมงานได้เห็นว่าฟาร์เรลล์คิดอะไรไว้สำหรับคอลเล็กชั่นเปิดตัวของเขา โดยคอลเล็กชั่นที่เขาจะนำเสนอในปารีสมีชื่อว่า LVERS เช่นเดียวกับ Virginia is for… เขามาที่นี่ไม่ใช่แค่เพราะต้องการเอาใจแฟนๆ นับพันคนที่มาฟังเพลงของเขา แต่มาเพื่อแนะนำหรือแนะนำซ้ำอีกครั้งให้คนเหล่านี้รู้จักกับหลุยส์ วิตตอง หรือหลุยส์ วิตตองภายใต้การดูแลของฟาร์เรลล์ และสำหรับเขาแล้วภารกิจนี้ชัดเจนมาก 

     “จากปารีสถึงเวอร์จิเนีย จากเวอร์จิเนียถึงปารีส นั่นคือเรื่องเล่าของคอลเล็กชั่นนี้ ทั้งหมดที่ทำก็เพื่อนำไปสู่เรื่องนั้น” ฟาร์เรลล์กล่าว สำหรับเขาและแฟนเพลงของเขาแล้ว ดนตรีและเสื้อผ้าที่สวมใส่เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งเดียวกัน เหมือนอย่างที่ฟาร์เรลล์บอกว่า “มันคือส่วนหนึ่งในเรื่องราวของผม”

     ไม่ไกลจากจุดที่เรานั่งคุยกันภายในเต็นท์วีไอพีใกล้กับเวที ซึ่งเป็นที่ที่มีการจัดร้านป๊อปอัปของหลุยส์ วิตตอง ภายในนั้นไม่ได้ขายสินค้าจากเทศกาลนี้ สิ่งที่วางขายอยู่คือไอเท็มรุ่นแรกๆ จากคอลเล็กชั่นแรกของหลุยส์ วิตตองที่นำโดยฟาร์เรลล์ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อยืด เสื้อฮู้ด หรือกางเกงยีนส์ที่มีข้อความกราฟิกว่า Virginia is for LVoers และ I LV VA โดยมีแฟนๆ หมุนเวียนกันเข้าไปที่ร้านชั่วคราวอย่างต่อเนื่อง เพื่อหยิบฉวยเสื้อยืดราคา 860 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 30,246 บาท) และเสื้อฮู้ดราคา 1,310 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 45,000 บาท) 

     บนชายหาดฟาร์เรลล์เนรมิตปราสาททรายสูง 30 ฟุต ที่ออกแบบให้ดูเหมือนเป็นหนึ่งในพีระมิดแห่งกิซา (Great Pyramid of Giza) ที่สร้างขึ้นจากหีบทรังก์ของหลุยส์ วิตตอง แบบเดียวกับที่แบรนด์ขายในราคา 46,000 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 1.6 ล้านบาท) สิ่งที่ดูเหมือนเป็นการตลาดของบริษัทดึงดูดให้คนที่ชอบถ่ายเซลฟีมารวมตัวกันด้วยรอยยิ้ม ที่เวอร์จิเนีย บีชไม่มีหน้าร้านของหลุยส์ วิตตอง เพราะเมืองนี้ไม่ใช่เมืองแฟชั่น แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าคนที่นี่จะไม่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับแบรนด์หรู ซึ่งฟาร์เรลล์เองก็ดูเหมือนจะรับรู้เรื่องนี้ ฉันมองว่าพีระมิดของฟาร์เรลล์นั้นเป็นสัญลักษณ์ที่ทำให้เห็นถึงความตั้งใจของเขาที่จะขยายมุมมองของหลุยส์ วิตตอง เขาอยู่ในตำแหน่งที่จะตัดสินว่าใครที่ควรจะได้สัมผัสประสบการณ์จากแบรนด์ไฮเอนด์ รวมถึงว่าประสบการณ์นั้นจะเกิดขึ้นเมื่อไรและอย่างไร เวอร์จิเนีย บีชอาจไม่ใช่ตลาดใหญ่ของแบรนด์หรู แต่ที่นั่นมีแฟนๆ ซึ่งฟาร์เรลล์จะรวมแฟนๆ เหล่านี้เข้าด้วยกัน หลายสัปดาห์ถัดจากนั้นเราเจอกันอีกครั้งในปารีส เขาเน้นว่า “คุณสัมผัสได้ใช่ไหมว่า คนที่มาที่นี่นั้นชื่นชมกับการที่เรามีอะไรสักอย่างให้เขามากแค่ไหน”

     ห่างออกไปจากทางเดินริมทะเลเพียง 1 กิโลเมตรกว่าๆ เป็นที่ที่ฟาร์เรลล์เติบโตขึ้น ตอนช่วงวัยรุ่นเขาค้นพบดนตรีและเริ่มต้นทำเพลงร่วมกับแร็ปเปอร์อย่างพุชา ที (Pusha T) อีกหนึ่งศิลปินที่มาจากเวอร์จิเนีย บีช พุชา ทีบอกกับฉันว่า “เมื่อมองฟาร์เรลล์ ผมจะมองสิ่งที่เขาทำและทำมาโดยตลอดในอาชีพนี้ แล้วก็จะเห็นว่าทุกอย่างมีศูนย์กลางอยู่ที่ความภูมิใจในบ้านเกิดของตัวเอง ตอนที่เราสองคนยังช่างฝันอยู่ เราทั้งคู่คือนักสำรวจ ซึ่งสิ่งนี้ปรากฏให้เห็นอยู่ตลอด ไม่ว่าคุณจะมาจากที่ไหนก็ตาม ถ้าคุณยังคงเดินหน้าที่จะฝันและมีแพสชั่นในสิ่งที่คุณทำ มันจะเห็นผลในที่สุด”

     ฟาร์เรลล์รู้ว่าการเดินทางของเขาเป็นการถ่ายทอดสารไปถึงผู้คนได้ ดังนั้นหน้าที่ใหม่ของเขาจึงรวมเอาข้อความที่ทรงพลังเกี่ยวกับการปลดปล่อย การส่งต่ออำนาจของศิลปะ และการแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ พีระมิดนั้นจึงไม่ได้หมายถึงการบอกให้ไปซื้อหีบทรังก์ของหลุยส์ วิตตอง แต่เป็นการบอกว่า ให้ฝันใหญ่เอาไว้ นั่นคือสิ่งที่ฟาร์เรลล์บอกกับฉัน

     ฟาร์เรลล์เล่าให้ฟังว่า เมื่อเขาได้รับการทาบทามจากหลุยส์ วิตตองเป็นครั้งแรกนั้น ดูเหมือนจะเป็นข้อเสนอที่เขาเองก็ไม่รู้ล่วงหน้า ตอนนั้นเขาอยู่ที่สตูดิโอในไมอามี บีช ตอนที่เขาได้รับการติดต่อจากปิเอโตร เบคคารี (Pietro Beccari) ซีอีโอของหลุยส์ วิตตอง เป็นวันหนึ่งในเดือนธันวาคมปีที่แล้ว เขายังจำได้ว่า “มันไม่ใช่การสัมภาษณ์งานหรืออะไรแบบนั้น แต่มันเหมือนกับการถามว่า ‘คุณจะรับตำแหน่งนี้ไหม คุณจะรับงานนี้ไหม’ ตอนที่ได้ยิน ผมมองไปที่น้ำแล้วก็ได้แต่ถามว่า ‘อะไรนะ’’

     ฟาร์เรลล์ได้พูดคุยกับเพื่อนๆ ที่ LVMH เกี่ยวกับเรื่องที่ว่า ใครจะมารับงานต่อจากเวอร์จิล แอ็บโลห์ ทั้งยังแนะนำบางคนและแบ่งปันความเห็นของเขากับอีกหลายคน หนึ่งในนั้นคืออเล็กซานเดร อาร์โนลต์ (Alexandre Arnault ) ลูกชายของเบอร์นาร์ด อาร์โนลต์ (Bernard Arnault) และเป็นแม่ทัพใหญ่ของเครือนี้ แต่ตลอดเวลานั้น เขาไม่ได้ตระหนักเลยว่าตัวเองก็เป็นหนึ่งในคนที่ทางแบรนด์หมายตา เขาคิดว่าตำแหน่งนี้น่าจะตกเป็นของนิโกะ (Nigo) เพื่อนเก่าแก่และคนที่เคยร่วมงานด้วยกัน ซึ่งปัจจุบันได้มาดูแลเคนโซ (Kenzo) อีกแบรนด์ในเครือ LVMH ฟาร์เรลล์พูดถึงเพื่อนของเขาว่า “เขาเป็นฮีโร่ของผม เป็นพี่ชาย และเป็นแม่ทัพ และเมื่อไรก็ตามที่ผมกับอเล็กซานเดรคุยกันเกี่ยวกับหลุยส์ วิตตอง เรามักจะพูดถึงคนนั้นคนนี้ แต่ผมจะทำหน้าที่คอยให้คำแนะนำเท่านั้น ไม่ได้ออกหน้าอะไร ก็เลยไม่คิดว่าจะเป็นตัวเอง”

     ที่ผ่านมาฟาร์เรลล์เคยทำงานกับแบรนด์โดยตรงเกี่ยวกับเรื่องการออกแบบมาก่อนแล้ว 3 ครั้ง แต่ความคิดที่จะบริหารงานในฝั่งเสื้อผ้าผู้ชายเป็นอีกสเกลหนึ่ง เบคคารีบอกว่าฟาร์เรลล์นึกว่าซีอีโอกำลังพูดเล่นกับเขา เมื่อเบคคารีส่งข้อความแรกไปหาเกี่ยวกับเรื่องงาน โดยเบคคารีซึ่งเคยทำงานในฝั่งการตลาดและการสื่อสารร่วมกับฟาร์เรลล์มาแล้วในงานก่อนหน้าของหลุยส์ วิตตอง เล่าให้ฟังทางอีเมลว่า “ที่สุดแล้ว มันเป็นโอกาสที่สมบูรณ์แบบมากในการร่วมงานกันอีกครั้ง นอกจากนี้มันยังมีความเข้าใจโดยธรรมชาติและความเข้าใจร่วมกันว่าการทำงานด้วยกันครั้งนี้เหมือนกับการที่เขาได้กลับมาบ้านนั่นเอง”

     การร่วมงานกันระหว่างฟาร์เรลล์และหลุยส์ วิตตองครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้ว หลังจากที่เขาได้มีโอกาสเจอกับมาร์ก เจคอบส์ (Marc Jacobs) ในงานเปิดร้านของหลุยส์ วิตตอง บนถนน 57th ในแมนฮัตตัน เจคอบส์ซึ่งเป็นผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ในขณะนั้น เอ่ยปากชมแว่นกันแดดที่ฟาร์เรลล์สวมอยู่ ซึ่งเป็นแว่นกันแดดที่นิโกะเป็นคนออกแบบ จากจุดเริ่มต้นในการสนทนาครั้งนั้น นำไปสู่การเชิญให้ฟาร์เรลล์และนิโกะ มาร่วมออกแบบในคอลเล็กชั่นแว่นกันแดดของแบรนด์ ซึ่งวางขายในปี ค.ศ. 2004 ในจำนวนประมาณ 12 แบบที่ทั้งคู่ออกแบบให้ในตอนนั้น มีอยู่แบบหนึ่งที่ชื่อว่า มิลเลียนแนร์ (Millionaires) เป็นแบบที่แอ็บโลห์นำกลับมาตีความใหม่และออกจำหน่ายอีกครั้งในช่วงที่เขายังกุมบังเหียนของหลุยส์ วิตตอง และแว่นกันแดดนี้ก็ได้ปรากฏตัวอีกครั้งในคอลเล็กชั่นใหม่จากฟาร์เรลล์ เจคอบส์และฟาร์เรลล์ยังทำงานด้วยกันอีกครั้งในแคมเปญของแบรนด์เมื่อปีค.ศ. 2006 และในคอลเล็กชั่นเครื่องประดับที่ฟาร์เรลล์มีส่วนในการออกแบบด้วย ซึ่งเปิดตัวในปี ค.ศ. 2008

     ฟาร์เรลล์พูดถึงประสบการณ์ในการทำงานร่วมกับเจคอบส์ว่า “เจคอบส์เป็นคนสร้างระบบใหม่ในการทำงาน ในตอนนั้นนักดนตรีจะร่วมงานกับแบรนด์ด้วยการปรากฏตัวในแคมเปญต่างๆ เท่านั้น โดยเฉพาะแคมเปญที่เกี่ยวกับคนผิวสี และบางทีเราก็จะได้ใส่เสื้อผ้าออกสื่อ แต่ไม่เคยมีมาก่อนกับการที่จะให้คนแบบเรามาอยู่หลังม่านเพื่อร่วมออกแบบและสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ไปด้วยกัน เจคอบส์เป็นคนแรก เขาเป็นผู้บุกเบิกในเรื่องนี้ ซึ่งตอนนี้กลายเป็นเรื่องที่เห็นกันทั่วไป”

     “ดนตรีของฟาร์เรลล์เป็นสิ่งที่ดึงดูดให้ผมสนใจในตัวเขา จากนั้นก็เป็นเรื่องของสไตล์และพลังงาน โดยรวมในตอนที่เราเจอกันครั้งแรก ผมยังคงเชื่อว่าวิธีที่วิตตองร่วมงานกับคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ต่างๆ คือสิ่งที่ฟาร์เรลเป็นในตอนนั้นและยังเป็นอยู่จนกระทั่งทุกวันนี้ สำหรับผมเขาเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์อย่างแท้จริง” เจคอบส์พูดถึงฟาร์เรลล์ผ่านทางอีเมล

     ตั้งแต่ได้ลองงานเหล่านี้ ความคิดสร้างสรรค์และความสนใจใคร่รู้ได้พาฟาร์เรลล์ไปสู่โอกาสในการร่วมงานที่น่าสนใจอีกหลายต่อหลายอย่างในโลกแฟชั่น รวมถึงการทำงานร่วมกันในระยะยาวกับอาดิดาส ชาเนล (Chanel) และทิฟฟานี แอนด์ โค. ซาราห์ อันเดลแมน (Sarah Andelman) ผู้ก่อตั้งโกแลตต์ (Colette) แบรนด์ที่เป็นผู้นำทางแฟชั่นในฝรั่งเศส ได้ทำงานร่วมกับฟาร์เรลล์หลายครั้ง ย้อนไปตั้งแต่คอลเล็กชั่นแรกที่เขาทำกับอาดิดาส ซึ่งเปิดตัวที่ร้านของเธอเมื่อปี ค.ศ. 2014 และล่าสุดในฐานะคิวเรเตอร์ให้กับจูปิเตอร์ (Joopiter) บริษัทประมูลของฟาร์เรลล์ อันเดลแมนพูดถึงฟาร์เรลล์ว่า “เขายังคงเป็นคนเดิม คนเดียวกับที่เคยเจอกันในครั้งแรก เป็นคนที่ทำงานด้วยง่าย เป็นคนเปิดกว้าง และเป็นคนซื่อสัตย์” เธอยังบอกอีกว่า “มีความสุขมากๆ” เมื่อได้ยินข่าวเกี่ยวกับหน้าที่ใหม่ของฟาร์เรลล์ที่หลุยส์ วิตตอง “เขารู้ว่าตัวเองต้องการที่จะทำให้เกิดคอมมูนิตี้ รู้ว่าจะใช้คอมมูนิตี้นี้เป็นแพลตฟอร์มในการนำศิลปินและคนที่มีความคิดสร้างสรรค์มาร่วมงานกับแบรนด์”

     ก่อนหน้านี้ความสนุกในโลกแฟชั่นของฟาร์เรลล์ยังเป็นเพียงงานพาร์ตไทม์ จนกระทั่งถึงปีนี้วิตตองเป็นแบรนด์แรกที่ทำงานอย่างเต็มตัวกับคนแบบฟาร์เรลล์ โดยเบคคารีพูดถึงการตัดสินใจของเขาว่า “เป็นครั้งแรกที่มีคนกล้าพอที่จะนำคนดังที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลกให้มาบริหารแบรนด์”

     ย้อนกลับไปมองช่วงไม่นานมานี้ ดูเหมือนว่าอะไรหลายๆ อย่างจะปูทางมาให้ศิลปินและโปรดิวเซอร์ผิวสีที่สร้างชื่อระดับโลกคนนี้ เพราะการที่คานเย เวสต์ (Kanye Waste) หรือที่ปัจจุบันรู้จักกันในชื่อของเย่ (Ye) ได้หมายตาแบรนด์ไฮเอนด์มาก่อนแล้ว และก็มีช่วงเวลาหนึ่งที่ดูเหมือนว่าแบรนด์หรูหลายๆ แบรนด์ดูจะสนใจในตัวเขาเช่นกัน แต่ในท้ายที่สุดกลับเป็นมือขวาของเย่อย่างแอ็บโลห์ ที่พาแบรนด์ไปสู่อีกระดับหนึ่งโดยการเชื่อมร้อยระหว่างวัฒนธรรมกับคนดังเข้าด้วยกัน ตลอดช่วงเวลาที่ทำงานให้กับหลุยส์ วิตตอง เขาได้พิสูจน์ถึงการเป็นคนทำงานที่มีความรับผิดชอบ แอ็บโลห์ได้รับการชื่นชมในวงกว้างหลังจากที่เสียชีวิตไปแล้ว ในฐานะผู้ที่เปิดประตูในวงการให้กับคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ในแบบเดียวกัน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นคนที่ไม่ได้ผ่านการเรียนหรือทำงานในสายแฟชั่นโดยตรง ดูราวกับว่าแอ็บโลห์ได้เปิดประตูบ้านใหญ่ที่สุดให้กับฟาร์เรลล์ได้ก้าวเข้ามา ฝันที่เคยเป็นฝันมาอย่างยาวนาน และอาจเป็นฝันที่เย่เคยฝันถึง อย่างฝันที่จะสร้างการรวมตัวกันของพลังทางวัฒนธรรมระหว่างคนดังในวงการดนตรียุคใหม่และการตลาดของอุตสาหกรรมแบรนด์หรูที่ยังต้องการการเติมเต็ม 

     “เขาได้รับการเสนอชื่อให้เข้าชิงรางวัลแกรมมี่และรางวัลออสการ์รวม 13 ครั้ง เราอาจจะเรียกว่าเขาเป็นคนที่มีพลังพิเศษเหมือนเทพไมดาสของกรีก ดังนั้นการเลือกให้เขาเข้ามาเป็นผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ ก็ถือเป็นการทดลอง แต่เป็นการทดลองที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นความสำเร็จอีกครั้ง” เบคคารีกล่าว

     เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ฉันได้เจอกับฟาร์เรลล์อีกครั้งในปารีสที่สำนักงานใหญ่ของวิตตอง ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับสะพานปงต์เนิฟ (Pont Neuf) ในเขตการปกครองที่ 1 การพบกันครั้งนั้นเป็นการเจอกันหลายสัปดาห์หลังจากได้เห็นฟาร์เรลล์และทีมของเขากำลังทำคอลเล็กชั่นแรก ตอนที่ไปถึงสตูดิโอ ภาพถ่ายของลุคสุดท้ายที่เคาะกันของคอลเล็กชั่นนี้ถูกจัดวางไว้บนไวท์บอร์ด

     วันนั้นฟาร์เรลล์แต่งตัวในแบบที่กลายมาเป็นลุคซิกเนเจอร์ของเขาหลังจากรับงานใหม่ เขาอยู่ในกางเกงยีนส์ทรงบู๊ตคัตของวิตตอง รองเท้าบู๊ตสโนว์บอร์ดของวิตตองเช่นกัน เสื้อยืดสีขาวจากแบรนด์ฮิวแมน เมด (Human Made) ของนิโกะ หมวกเบสบอลของฮิวแมนเมด สายสร้อยทองและเพชรหลายเส้นที่คอและข้อมือ พร้อมเครื่องประดับฟันสีทอง จำนวนของไอเท็มที่เป็นทองและเครื่องประดับอัญมณีมีค่าที่เขาใส่ในแต่ละครั้งเพิ่มขึ้นทุกครั้งที่ได้เจอกัน เครื่องประดับของเขาเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าเหมือนกับเวลาที่เกรมลินขยายพันธุ์ ซึ่งดูสะดุดตาเวลาเจอกัน

     ช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ฟาร์เรลล์มีช่วงที่คนทั่วไปสามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงในสไตล์การแต่งตัวของเขาได้ หลายปีที่เราได้เห็นเขาในภาพของเซเลบริตีที่แต่งตัวด้วยสีสันฉูดฉาดที่สุดคนหนึ่ง จากนั้นก็เปลี่ยนไปเป็นสไตล์การแต่งตัวที่เรียบง่ายยิ่งขึ้น ซึ่งฟาร์เรลล์บอกว่าเป็นตัวแทนของความนอบน้อมที่เขาต้องการนำเสนอ เป็นวิธีของเขาในการรับมือกับความสำเร็จจำนวนมากหลังจากที่มีเพลงฮิตอย่างต่อเนื่องในปี ค.ศ. 2016 ทั้ง “Blurred Lines,” “Get Lucky” และ “Happy” ตอนปลายปี ค.ศ. 2022 เขาได้เปิดประมูลของจากคอลเล็กชั่นจี้เพชร Jacob & Co ของที่เป็นตำนานอย่างหนึ่งในชีวิตของเขา โดยฟาร์เรลล์เป็นคนทำงานในแวดวงฮิปออปเบอร์ต้นๆ ที่ไม่เคยหยุดนิ่งและมีความคิดใหม่ๆ เกิดขึ้นเสมอ พุชา ทีพูดถึงฟาร์เรลล์ว่า “ความถ่อมตนคือสิ่งที่ทำให้เขาเติบโตขึ้น การรู้จักความสำคัญของผู้คนอย่างแท้จริง การปฏิบัติต่อคนอื่น และสิ่งที่ฉายออกมา” แม้แต่ พุชา ทียังพูดถึงสไตล์ที่เปลี่ยนแปลงไปของเพื่อน โดยเขาโอดครวญว่า “ผมอยากบอกว่าโดยส่วนตัวแล้ว นั่นไม่ใช่แนวของผม ผมอยากให้เพื่อนจากบ้านเกิดของผมคนนี้ดูเด่น ดูเปรี้ยง ดูฟู่ฟ่า เท่าที่ผมอยากให้เป็น”

     ฟาร์เรลล์กับฉันนั่งคุยกันบนโซฟาบุผ้าเนื้อนิ่มรูปทรงตัว C ที่ให้ความรู้สึกแพงในมุมหนึ่งที่สตูดิโอของเขา กลางห้องมีโต๊ะประชุมขนาดเล็กวางอยู่หลายโต๊ะ แต่ละโต๊ะมีทั้งทีมของฟาร์เรลล์และทีมครีเอทีฟของวิตตองเองที่กำลังรวมตัวกัน เพื่อสรุปรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับโชว์ที่กำลังจะจัดขึ้น

     ความตื่นเต้นที่เขากำลังจะเปิดเผยเป็นการปฏิวัติที่ทุกคนจะได้เห็นกันในอีกไม่กี่วันในโชว์ของเขา ฟาร์เรลล์พูดถึงกลยุทธ์ในการสร้างแบรนด์ของเขาที่ใช้ได้ผลจริงอย่างน่าประหลาดใจ เขาคิดเกี่ยวกับว่าเขาอยากจะซื้อหรือใส่อะไร จากนั้นก็นึกภาพตัวเองกำลังซื้อของเหล่านี้อยู่ เขาอธิบายระหว่างที่จิบน้ำจากทัมเบลอร์เซรามิกของวิตตองที่มีหลอดสีทองว่า “ผมมองตัวเองเหมือนกับเป็นลูกค้าจริงๆ คนหนึ่ง เพราะฉะนั้นผมจะออกแบบในสิ่งที่ผมต้องการ และจำเป็นต้องใช้”

     ด้วยแนวคิดนี้ ฟาร์เรลล์ได้นำเสนอไอเดียต่อเบคคารีและผู้บริหารระดับสูงของ LVMH ในตอนแรกที่เขาตกปากรับงานนี้ ย้อนกลับไปตอนนั้น ฟาร์เรลล์บอกว่าตอนนั้นไม่มีบรีฟจริงๆ จังๆ จากทางบริษัท ถึงแม้ว่าเบคคารีจะบอกฉันว่า เขาสนับสนุนให้ฟาร์เรลล์มองถึงความเฉพาะเจาะจงของช่วงเวลานี้ “ช่วงเวลาหลังโควิด-19 เป็นช่วงที่ทุกคนแต่งตัวกันมากขึ้น เพราะฉะนั้นอาจจะเป็นไอเดียที่ทำให้คนซึมซับเรื่องความเชี่ยวชาญในการตัดเย็บของวิตตองก็ได้” เบคคารียังบอกอีกว่า เขาสนใจไอเดียของฟาร์เรลล์ที่มุ่งไปที่ผู้ชายแต่งตัวดีที่มีความหรูหรา และมีซิลูเอตที่เข้ากับรูปร่างมากยิ่งขึ้น

     ผลจากการนำเสนอไอเดียของฟาร์เรลล์ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับความเป็นคนดังของเขา หรือสิ่งที่เพื่อนที่มีชื่อเสียงของเขาจะนำมาด้วย แนวคิดของเขาคือการแบ่งเสื้อผ้าในตู้เสื้อผ้าของผู้ชายแบ่งออกเป็น 5 ประเภทคือ เสื้อผ้าที่หรูหรา เสื้อผ้าที่ดีไซน์เพื่อการสวมใส่ที่สบาย เสื้อผ้าสำหรับวันหยุดยาวๆ หรือวันหยุดสั้นๆ เสื้อผ้ากีฬาสำหรับคนที่เป็นนักกีฬาตัวยงและมือใหม่ และคอลเล็กชั่นที่เป็นเสื้อผ้ายืนพื้น จากนั้นก็จะมีกระเป๋า รองเท้า แว่นกันแดด หีบทรังก์ ของเล่น และสัมภาระแบบต่างๆ ที่มาจากแบรนด์หรูที่มีความทันสมัย

 

     ‘ไม่มีลิมิต’ ดูเป็นเรื่องที่เป็นจริงเมื่อเป็นหลุยส์ วิตตอง ฟาร์เรลล์บอกกับฉันว่า “เมื่อคุณได้รับมอบหมายงานนี้ สิ่งที่คุณจะได้รับด้วยก็คือทีมที่น่าทึ่ง ซึ่งมีทั้งหมด 55 แผนก และมีทีมทั้งหมด 2,500 ทีม เป็นทรัพยากรในการทำอะไรก็ตามที่คุณมองเห็นภาพแล้วจะไม่มีทางได้ยินคำพูดว่า ‘ไม่’”

     จนถึงตอนนี้ฟาร์เรลล์ยังแทบไม่ได้ตกแต่งพื้นที่ภายในสตูดิโอของเราสักเท่าไร ตอนที่ฉันไปเยือน สตูดิโอยังอยู่ในระหว่างการตกแต่งและยังให้ความรู้สึกไม่ชัดเจนอยู่เล็กน้อย ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่เขาจะแก้ไขในอนาคต มีเพียงบริเวณเดียวที่เขาให้ความสนใจ เขาได้สร้างสตูดิโอบันทึกเสียงไว้เป็นส่วนหนึ่งในออฟฟิศของเขา โดยฟาร์เรลล์บอกว่า “ผมจะต้องสลับไปมาระหว่างงานเพลงและเสื้อผ้า เพลงกับรองเท้า เครื่องประดับกับฮาร์โมนีของเพลง ทุกอย่างสอดประสานเป็นหนึ่งเดียวกัน”

     อีกเรื่องที่ต้องพูดถึงคือฟาร์เรลล์เป็นคนทำงานอย่างมีประสิทธิภาพสุดๆ ตอนที่ฉันไปที่นั่นในเดือนมิถุนายน เขาบอกว่าเขาอัดเพลงที่มากพอสำหรับการปล่อยอัลบั้ม 3 ชุดเสร็จแล้ว นับตั้งแต่ที่เขามาถึงปารีส ทั้งหมดผ่านการโปรดิวซ์ที่นี่… ที่หลุยส์ วิตตอง

     พุชา ทีเป็นหนึ่งในศิลปินคนแรกๆ ที่มาเจอกับฟาร์เรลล์ที่สตูดิโอวิตตองของเขา ซึ่งเป็นประสบการณ์ใหม่ที่ทำให้พุชา ทีชื่นชมเพื่อนของตัวเองในเรื่องความสามารถในการทำสิ่งต่างๆ ให้เสร็จเรียบร้อย เขาพูดถึงเพื่อนคนนี้ว่า “ฟาร์เรลล์เป็นความหมายของคำว่า ‘Multitasker’ ด้วยวิธีที่เขาสามารถสลับโฟกัสและเปลี่ยนโหมดได้ในทันที เรื่องนี้เป็นอะไรที่ผมว่าเจ๋งมาก เราอยู่ที่นั่นเพื่อทำเพลงด้วยกัน แล้วก็มีประชุมเข้ามา น่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับพาเลตต์สี หรืออะไรสักอย่าง เขาก็ออกจากสตูดิโอเดินตรงเข้าไปในห้องประชุม และทุ่มเทให้กับเรื่องตรงหน้า เขาสามารถให้ทิศทางและความเห็นที่ผ่านการคิดมาเป็นอย่างดีได้ในทันที”

     บริเวณที่ฟาร์เรลล์ใช้ในการอัดเพลงทุกวันนี้คือจุดเดียวกับที่เวอร์จิล แอ็บโลห์เคยติดตั้งบูธดีเจไว้ เป็นเรื่องจริงที่น่าเศร้าเมื่อนึกว่าความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะการจากไปก่อนเวลาอันควรของแอ็บโลห์ ฟาร์เรลล์พูดถึงแอ็บโลห์ว่า “ผมรู้เสมอว่าแอ็บโลห์เป็นคนพิเศษ” พร้อมกับบอกด้วยว่าเขารักษาสายสัมพันธ์ที่มีกับแอ็บโลห์ผ่านหลุยส์ วิตตอง และไอเท็มบางชิ้นในคอลเล็กชั่นก็ยังคงเป็นชิ้นที่แอ็บโลห์เคยออกแบบไว้ “มันเหมือนกับว่าเราได้ร่วมงานกันผ่านทางจิตวิญญาณ” ฟาร์เรลล์กล่าว นอกจากนี้เขายังมีแผนว่าจะพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์และการเล่นสเกตบอร์ดด้วย ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่แอ็บโลห์ได้ริเริ่มไว้

     ครั้งหนึ่งเวอร์จิล แอ็บโลห์ได้พูดถึงฟาร์เรลล์ว่า เขาเป็นคนที่สร้างโปรโตไทป์ใหม่สำหรับศิลปินผิวสี แน่นอนว่าเมื่อแอ็บโลห์มาร่วมงานกับวิตตอง เขาเองก็ได้นำวัฒนธรรมใหม่ๆ มาแนะนำให้แบรนด์รู้จัก ทั้งยังนำแบรนด์หรูไปสู่ทิศทางใหม่ของการสร้างสรรค์ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่ให้ประโยชน์กับฟาร์เรลล์ ระหว่างทั้งสองคนนี้มีความรู้สึกที่แรงกล้าในการทำให้เกิดการเชื่อมโยงกัน เบคคารีพูดถึงเรื่องนี้ว่า “หลังการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของเวอร์จิล แอ็บโลห์ ผมไม่คิดว่าจะสามารถเลือกดีไซเนอร์ทั่วไปมารับงานนี้ได้ ผมต้องการคนที่มีความเชื่อมโยงกับโลกศิลปะ คนที่สามารถเข้าถึงใจคนผ่านทางเสียงเพลงและแฟชั่น แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างความร่วมมือระหว่างกันได้ด้วย”

     ฟาร์เรลล์อุทิศโชว์แรกของเขาให้กับแอ็บโลห์ เขาเป็นคนที่ไม่ปล่อยให้คนอื่นลืมความสำคัญของศิลปินและดีไซเนอร์คนอื่นๆ ที่มีต่องานและวัฒนธรรมรอบตัวเขา ฟาร์เรลล์ได้พูดถึงแอ็บโลห์ไว้ว่า “ผมจะระลึกถึงเขาตลอดไป”

     สิ่งที่ชัดเจนที่สุดที่เป็นตัวเชื่อมโยงระหว่างฟาร์เรลล์และแอ็บโลห์ ก็คือการที่ทั้งคู่ดูเหมือนจะมีขุมพลังงานและความคิดสร้างสรรค์แบบไม่จำกัดสำหรับโปรเจ็กต์ที่ขยายขอบข่ายของแฟชั่นและดนตรีออกไปยังเรื่องอื่นๆ แอ็บโลห์ร่วมงานกับอิเกีย (Ikea) เมอร์เซเดส-เบนซ์ (Mercedes-Benz) และไนกี้ (Nike) นอกจากนี้เขายังเป็นดีเจตามคลับและงานเทศกาลทั่วโลก จนดูเหมือนกับว่าเขาเดินทางอยู่ตลอดเวลา ซึ่งใกล้เคียงกับฟาร์เรลล์ที่ดูแลโปรเจ็กต์ออกแบบหลายๆ งานพร้อมกัน รวมถึงการดูแลธุรกิจ ทำงานการกุศล และที่ขาดไม่ก็คืองานเพลง

     ศิลปินหลายคนมีความรู้ความเชี่ยวชาญรอบด้าน แต่น้อยคนที่จะประสบความสำเร็จมากกว่าช่องทางเดียว ฉันสงสัยว่ามีอะไรพิเศษเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างดนตรีและแฟชั่นที่ทำให้ฟาร์เรลล์อยู่ในตำแหน่งที่น้อยคนจะสามารถทำได้ คนที่มองกางเกงยีนส์ตัวโปรดเป็นเหมือนเพลงโปรด หรือเห็นช่องทางการตลาดที่สามารถตีตลาดได้ในวงกว้างและมีความเป็นต้นแบบ แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้เกิดความรู้สึกที่คุ้นเคยหรือความรู้เก่าๆ ที่คิดถึงได้ อัลบั้มเพลงทำงานในแบบนั้น แบรนด์เองก็เช่นกัน กระเป๋าที่ผ่านการตัดเย็บอย่างดีก็เหมือนกับเพลงที่ทำอย่างพิถีพิถัน ทั้งสองอย่างสามารถอยู่ได้ยาวนานนับทศวรรษ และยังคงอยู่ในสภาพที่ดีเหมือนตอนที่เพิ่งทำเสร็จ 

     ทว่าสิ่งที่มีพลังมากกว่านั้นคือวิธีที่คนทั้งสองสร้างการแสดงออกส่วนตัวให้แฟนๆ ได้เห็น บุคลิกของคนสามารถสร้างขึ้นได้ผ่านทางเพลงและเสื้อผ้า และนับตั้งแต่เริ่มต้น ฟาร์เรลล์ก็เป็นคนที่เข้าใจเรื่องนี้อย่างน่ามหัศจรรย์ และยังคงไม่หยุดที่จะสร้างสรรค์อะไรก็ตามที่เปิดมุมมองใหม่ๆ ในเรื่องตัวตนในวงการดนตรี เขาเคยทำแบบนี้มาก่อน โดยจะเห็นได้จากวงเอ็น.อี.อาร์.ดี. (N.E.R.D.) ที่เป็นส่วนผสมระหว่างแร็ปและร็อก ส่วนในโลกแฟชั่นเขาก็เคยจับมือกับนิโกะตีตลาดโลกด้วยสตรีตแวร์สีสันสดใส ระหว่างทางที่ทำเรื่องต่างๆ เหล่านี้ เขายังเป็นคนแนะนำให้เกิดการสร้างสรรค์ใหม่ๆ ในประวัติศาสตร์ฮิปฮอปและแฟชั่น อย่างที่เห็นได้จากหมวกแก๊ปมีตาข่ายด้านหลังสีเหลือของเอ็น.อี.อาร์.ดี. แบล็กเบอร์รี (BlackBerry) ประดับทอง จี้ห้อยคอของเจคอบ แอนด์ โค (Jacob & Co) และกระเป๋าเบอร์กิ้น (Birkin) หนังจระเข้สีม่วงรุ่นพิเศษ

     แน่นอนว่าในขณะที่เขาผสมผสานแนวคิดต่างๆ และแนะนำวิธีใหม่ๆ ในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่กว้างขึ้น ตำแหน่งใหม่ของฟาร์เรลล์ยังทำให้เขาเป็นคนที่สร้างคำนิยามของงานผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ ฉันบอกกับเขาว่าเขาสามารถมีอิทธิพลในการสร้างสรรค์อะไรต่างๆ ในทิศทางที่ต้องการได้ ไม่ใช่แค่เฉพาะที่แฟชั่นไปถึง แต่ในทุกที่ที่วัฒนธรรมเข้าถึง 

     “ผมไม่เคยมองมันในมุมนั้นเลย” นั่นคือสิ่งที่เขาบอก พร้อมอธิบายว่า “ผมไม่ซูมออกมามองไกลๆ ขนาดนั้น เพราะถ้าซูมออกมา มันอาจจะทำให้ผมกลัวได้ ผมอาจจะเห็นสิ่งที่เป็นไปมากเกินไปกว่าที่มันเป็น”

     คำถามคือฟาร์เรลล์ทำอย่างไรกับงานใหม่ของเขาที่ไม่มีลิมิตในการคิดสร้างสรรค์?

     เขาเริ่มต้นจากการตั้งทีมที่จะเป็นแกนหลักในเรื่องของการสร้างสรรค์ โดยมีแมตธิว เฮนสัน (Matthew Henson) สไตลิสต์ และซินเธีย ลู (Cynthia Lu) ดีไซเนอร์ผู้อยู่เบื้องหลังแบรนด์สตรีตแวร์สายคราฟต์อย่างแคคตัส แพลนต์ ฟลี มาร์เก็ต (Cactus Plant Flea Market) ทั้งคู่ถูกวางตัวให้ทำงานให้กับวิตตองในคอลเล็กชั่นแรก นอกจากนี้เขายังชวนเฮนรี เทย์เลอร์ (Henry Taylor) ศิลปินอเมริกันมาคอลแลบกัน ซึ่งเทย์เลอร์เป็นศิลปินเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เข้ามาร่วมงานในคอลเล็กชั่นนี้ โดยนำเอาลายเส้นแนวอุปมาอุปไมยในภาพวาดของเทย์เลอร์มาใช้กับการตกแต่งไอเท็มต่างๆ และเข็มกลัดตามเหมาะสม ส่วนตัวเด่นของคอลเล็กชั่นและแคมเปญนี้ เขาเลือกให้เป็นกระเป๋ารุ่นสปีดี (Speedy) โดยเจาะจงว่าเป็นสปีดี 25 (Speedy 25) ซึ่งเป็นมินิดัฟเฟิลที่เดิมทีออกแบบให้กับออเดรย์ เฮปเบิร์น (Audrey Hepburn) ในปี ค.ศ. 1965 และจำลองภาพของคานัล สตรีต (Canal Street) ซึ่งกระเป๋าในคอลเล็กชั่นนี้มาในสีพื้น แต่ทำจากหนังที่นุ่ม จนทำให้รู้สึกราวกับจะละลายได้เมื่อใช้งาน จากนั้นเขายังต่อยอดลายพิมพ์ซิกเนเจอร์ในปัจจุบันอย่างดาโมฟลาจ (Damoflage) ที่เป็นการเล่นกับดามิเยร์ (Damier) ลายพิมพ์ตารางหมากรุกที่เราเห็นบนกระเป๋าหลุยส์ วิตตองสีน้ำตาลและสีชาร์โคลมาแล้วนับล้านครั้ง โดยฟาร์เรลล์ทำออกมาให้ดูเป็นกราฟิกพิกเซล หรือเป็นอีกเวอร์ชั่นของลายพรางแบบดิจิทัล

     คอลเล็กชั่นนี้จึงเป็นการดึงเอาจุดเด่นของหลายๆ อย่างมารวมกัน แต่ยังไม่ทิ้งความหรูหรา ซึ่งทั้งหมดเป็นภาพสะท้อนออกมาจากตัวตนของเขา ในคอลเล็กชั่นยังมีการเล่นกับเครื่องแบบของคนทำงาน อุปกรณ์กีฬาอเมริกัน และการตัดเย็บแบบวัยรุ่น ทั้งยังเต็มไปด้วยคอนเซ็ปต์และซิลูเอตที่คาดไม่ถึง ซึ่งมีความออริจินัลและน่าใช้อย่างที่เห็นในโลกแฟชั่นทุกวันนี้ อย่างเช่น กางเกงชิโนและเสื้อเชิ้ตรักบี้ที่ทำจากหนัง แว่นกันแดดที่มีมุกฝังอยู่ที่ขาแว่นด้านหนึ่ง มีปลายพุ่งไปทางปลายศีรษะจนเหมือนกับผมทรงโมฮอว์ก

     นอกจากนั้นคอลเล็กชั่นนี้ยังเป็นคอลเล็กชั่นใหญ่ เรียกว่าเป็นหนึ่งในคอลเล็กชั่นเสื้อผ้าผู้ชายที่ใหญ่ที่สุดที่หลุยส์ วิตตองได้ผลิตและจัดแสดง แม้ว่าจะไม่ได้เน้นเรื่องความเชื่อมโยงมากเท่ากับการเล่นสนุกกับความเป็นไปได้ทุกอย่างที่ห้องเสื้อซึ่งมีทรัพยากรแบบไม่ลิมิตจะสามารถนำเสนอออกมาได้ 

     หลายคนหลังจากเราได้เจอกันที่สตูดิโอ ฉันได้นั่งเรือไปพร้อมกับเพื่อนร่วมวงการแฟชั่นอีกประมาณ 2,000 คน โดยทั้งหมดมุ่งหน้าไปยังปงต์เนิฟ สะพานที่เก่าแก่ที่สุดเหนือแม่น้ำแซนในปารีสเพื่อที่จะชมโชว์แรกของฟาร์เรลล์ ซึ่งพิกัดในการจัดงานจะเป็นตัวบ่งชี้อย่างแรกว่าเรากำลังมุ่งหน้าไปสู่เหตุการณ์ที่จะสร้างความสำคัญทางประวัติศาสตร์

     “เขาไม่ให้คนทำอะไรบนสะพาน” ฟาร์เรลล์บอกกับฉัน แน่นอนว่าเขามีเรื่องที่คิดไว้ในหัว “มันบ้ามาก ผมเป็นคนอเมริกัน เป็นคนดำ แล้วไงอะ”

     มันเป็นเรื่องง่ายที่จะเดาว่า เจ้านายของฟาร์เรลล์มีส่วนช่วยในการทำให้เขาได้ใช้สถานที่ที่ต้องการ ตลอดเวลาเกือบ 40 ปี หลังจากที่เบอร์นาร์ด อาร์โนลต์เริ่มต้นสร้างอาณาจักร LVMH อย่างที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ ความเป็นเจ้าใหญ่ในตลาดแบรนด์หรูได้ทำให้เขาเป็นหนึ่งในคนที่รวยที่สุดในยุโรป คำถามที่ตามมาก็คือ อะไรคือก้าวต่อไป ของบริษัทนี้ ซึ่งการมาของฟาร์เรลล์อาจตอบคำถามนี้ โดยนักข่าวสายแฟชั่นอย่างลอเรน เชอร์มาน (Lauren Sherman) บอกกับฉันว่า “LVMH อยากทำธุรกิจที่เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม และฟาร์เรลล์ก็เป็นคนสร้างวัฒนธรรม”

     ความทะเยอทะยานที่ยิ่งใหญ่นี้ได้ปรากฏให้เห็นในปารีสแล้ว จากจุดที่ฉันยืนบนปงต์เนิฟเพื่อชมโชว์ของฟาร์เรลล์ ฉันสามารถเห็นสำนักงานใหญ่ของ LVMH และอีกฟากของถนนยังมี LV Dream นิทรรศการสไตล์ดิสนีย์เกี่ยวกับประวัติของแบรนด์แฟชั่น ย้อนไปตั้งแต่หีบทรังก์ในศตวรรษที่ 19 จนถึงผลงานที่ได้รับความนิยมอย่างมากของแอ็บโลห์ ชั้นบนที่เป็นร้านขายของ ผู้เข้าชมงานสามารถเลือกซื้อกระเป๋าถือวิตตองใบใหม่ หรือซื้อช็อกโกแลตแท่งวิตตอง และที่พักที่ดีที่สุดในการตอบโจทย์กิจกรรมเหล่านี้ก็คือโรงแรมเชอวาล บลองก์ (Cheval Blanc) ของหลุยส์ วิตตองที่ตั้งอยู่ติดกัน

     “ทางแบรนด์ต้องการที่อยู่ในที่ใดก็ตามที่คนจะสนุกกับการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นส่วนไหนของช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนก็แล้วแต่” เชอร์มานพูดถึง LVMH

     หนึ่งในส่วนที่สำคัญของการพักผ่อนก็คือความบันเทิง ซึ่งบังเอิญเป็นสิ่งที่ฟาร์เรลล์เข้าใจและสามารถส่งความรู้สึกนี้ได้เช่นเดียวกับคนอื่นๆ ผู้เข้าร่วมโชว์คนหนึ่งบอกกับฉันที่ปงต์เนิฟว่า เขารู้สึกเหมือนอยู่ในพิธีบาร์มิตซวาห์ของฟาร์เรลล์ มันเป็นความคิดริเริ่มหลายๆ อย่าง แต่ในขณะเดียวก็ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นก้าวย่างในการเริ่มต้นในวงการแฟชั่นสำหรับตัวฟาร์เรลล์เองมากกว่า โดยเหล่าคนดังที่เข้าร่วมงานครั้งนี้เป็นการรวมตัวของผู้หญิงตัวท็อป ทั้งคิม คาร์เดเชียน (Kim Kardashian) ริฮันน่า (Rihanna) และบียอนเซ่ (Beyoncé) ส่วนเลอบรอน เจมส์ (LeBron James) มาพร้อมกับแว่นรุ่นมิลเลียนแนร์ ในขณะที่ตัวพ่อของวงการแร็ปอย่างเจย์-ซี (Jay-Z) และเอแซป ร็อกกีปรากฏตัวขึ้นที่งาน เช่นเดียวกับเซเลบริตีที่เป็นขาประจำของวงการแฟชั่นอย่างจาเรด เลโต (Jared Leto) เซนดาย่า (Zendaya) และเจเดน สมิธ (Jaden Smith)

     “ไม่มีอะไรที่เป็นเรื่องเสียเวลาเลยวันนี้” ฟาร์เรลล์บอกกับฉันด้วยรอยยิ้มหลังจากจบโชว์ โดยอ้างถึงการรวมตัวกันของคนดังระดับ GOAT (Greatest Of All Time) จำนวนมากไว้ในที่เดียว

     ก่อนหน้าที่ริฮันน่าจะมาที่โชว์แบบไม่แสดงตัว เธอได้ปรากฏตัวตั้งแต่หนึ่งสัปดาห์ก่อน ภาพของเธอปรากฏบนบิลบอร์ดขนาดใหญ่ที่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำของพิพิธภัณฑ์ออร์แซ (Musée d’Orsay) ในโฆษณาของหลุยส์ วิตตอง เธอเป็นพรีเซนเตอร์คนแรกของฟาร์เรลล์ ซึ่งถือเป็นการปฏิวัติแม้แต่สำหรับเขา ริฮันน่าจึงเป็นคนที่เขาต้องการสำหรับแคมเปญแรก และเป็นคนที่เขาได้มาเป็นพรีเซนเตอร์ในที่สุด

     โชว์บนรันเวย์มีครบทุกสิ่งที่จะทำให้โชว์กลายเป็นตำนาน มีวงดนตรีออร์เคสตราบรรเลงเพลงแบบสดๆ ตามด้วยเสียงประสานกอสเปลของวอยซ์ ออฟ ไฟร์ (Voices of Fire) ที่นำวงโดยเอเซคีล (Ezekiel) ลุงของเขา และทีมนายแบบที่สวมใส่เสื้อผ้าที่ทำให้รู้สึกว่าพวกเขาเจอช่วงเวลาของตัวเอง เพราะมีทั้งความมีชีวิต ความเท่ และความมั่งมี โชว์นี้อาจจะไม่ได้พาเราย้อนรอยกลับไปที่เวอร์จิเนียมากกว่าการอุทิศให้กับความรัก ความสนุก และการมองโลกในแง่ดีแบบเปิดใจกว้าง LVERS ตามที่โน้ตในโชว์ระบุไว้ เป็น ภาวะของจิตใจที่มีทั้งความอบอุ่น ความเป็นอยู่ที่ดี และการอ้าแขนต้อนรับ นี่คือสิ่งที่ฟาร์เรลล์นำมามอบให้กับโลกนี้จากเวอร์จิเนีย ทั้งการมีจิตใจที่กว้างขวาง การเคารพเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ความจริงใจ และความรัก

     ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่เห็นว่าฟาร์เรลล์ทำให้ทุกคนมั่นใจว่าดนตรีเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่รวมอยู่ในค่ำคืนนั้น เพลงใหม่ของคลิปส์ (Clipse) ซึ่งเป็นเพลงที่ฟาร์เรลล์โปรดิวซ์ให้ ถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งของรันเวย์โชว์ครั้งนี้ด้วย โดยสองพี่น้องสายแร็ปอย่างพุชา ที และโน มาลิซ (No Malice) ที่ทำเพลงด้วยกันในชื่อ คลิปส์ เดินคู่กันในโชว์ สำหรับแฟนๆ ของเพลงแร็ปแล้ว การเปิดตัวเพลงใหม่ของคลิปส์ถือว่าเป็นข่าวใหญ่ ไม่ต่างจากกระเป๋าสปีดีรุ่นใหม่ หรือการออกแบบลายดาโมฟลาจ แม้ว่าดีไซเนอร์คนอื่นๆ จะเคยใช้รันเวย์เป็นโมเมนต์ในการเปิดตัวเพลงใหม่มาแล้ว อย่างเช่น การเปิดตัวอัลบั้มของเย่ทั้งชุด ที่เป็นส่วนหนึ่งของการนำเสนอคอลเล็กชั่นยีซี่ (Yeezy) แต่กลุ่มเป้าหมายของยีซี่มักจะเป็นแฟนของเย่อยู่แล้ว ในขณะที่ฟาร์เรลล์นำเสื้อผ้าแบรนด์หรูไปสู่กลุ่มเป้าหมายใหม่ ด้วยการนำดนตรีจากบ้านเกิดของเขาในเวอร์จิเนียไปสู่คนฟังใหม่ๆ

     แกรนด์ฟินาเลในตอนจบเป็นการปรากฏตัวของเจย์-ซีบนเวทีที่อยู่ด้านหน้ารันเวย์ โดยเล่นเพลงฮิตหลายต่อหลายเพลงของเขา และมีฟาร์เรลล์มาร่วมแจมในบางเพลง เจย์-ซีตะโกนใส่ไมโครโฟนว่า “ในคืนนี้ ผู้ชายคนนี้ได้ทำสิ่งที่น่าทึ่ง ทำสิ่งที่เหนือความคาดหมาย และยังเป็นการระลึกถึงสเกตบอร์ด พี (Skateboard P) ผู้ยิ่งใหญ่ด้วย ขอบคุณนายมาก และขอแสดงความยินดีด้วย ฉันภูมิใจในตัวนายมาก”

     นิโกะเป็นคนที่อธิบายได้ดีที่สุด เมื่อฉันถามถึงมุมมองของเขาเกี่ยวกับโชว์ที่จัดขึ้นที่ปงต์เนิฟ “โชว์แรกนี้เป็นโชว์ที่ทำให้เห็นถึงมุมมองที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง” เขากล่าว นิโกะเองก็มีเส้นทางในแวดวงแฟชั่นของเขาเช่นกัน โดยเมื่อไม่นานมานี้ เขาเพิ่งรับงานในตำแหน่งผู้อำนวยฝ่ายสร้างสรรค์ของเคนโซ ที่เขาได้รับมอบหมายในปี ค.ศ. 2021 ดีไซเนอร์ชาวญี่ปุ่น ผู้ก่อตั้งอะเบธิง เอป (A Bathing Ape) และแทบจะเป็นคนเปิดตัวสตรีตแวร์ด้วยตัวเองคนเดียว เป็นผู้ร่วมงานที่ใกล้ชิดและเป็นเพื่อนของฟาร์เรลล์ตั้งแต่ทั้งสองคนเปิดตัวบิลเลียนแนร์ บอยส์ คลับ (Billionaire Boys Club) ด้วยกันในปี ค.ศ. 2003 นิโกะพูดถึงฟาร์เรลล์ว่า “จนถึงตอนนี้ หนึ่งในหน้าที่ของผมก็คือการตระหนักถึงไอเดียต่างๆ ของฟาร์เรลล์ ผมพบว่าไอเดียของเขาสร้างความบันเทิงได้เสมอ ถ้าให้อธิบายไอเดียของเขา ก็คงจะเป็นคำว่า จักรวาล

     นิโกะยังบอกอีกว่า “ฟาร์เรลล์ไม่เคยหมดไอเดีย แล้วผมก็เชื่อว่าเขาจะทำให้เราได้เห็นสิ่งใหม่ๆ ต่อไปเรื่อยๆ การผสมผสานกันระหว่างดนตรีและแฟชั่นเป็นการสร้างวัฒนธรรมใหม่ของหลุยส์ วิตตอง”

     ฟาร์เรลล์ปรากฏตัวขึ้นที่ปลายสุดของรันเวย์ เขาอยู่ในชุดสูทลายดาโมฟลาจ และแว่นกันแดดเพชรของทิฟฟานี แอนด์ โค. เขาเดินตามนายแบบจำนวนมากที่เดินออกมาโชว์รอบสุดท้ายบนแคตวอล์ก และเมื่อมาถึงกลางสะพาน ฟาร์เรลล์ก็คุกเข่าลงและแสดงท่าทางขอบคุณ จากนั้นก็สวมกอดภรรยาและลูกๆ ซึ่งนั่งอยู่แถวหน้าสุดร่วมกับครอบครัวอาร์โนลต์และครอบครัวโนวส์-คาร์เตอร์ (Knowles-Carter) ของบียอนเซ ขณะที่เบื้องหลังของเขาคือทีมออกแบบเสื้อผ้าผู้ชายทั้งหมดของหลุยส์ วิตตอง ซึ่งเป็นคนที่ทำให้เกิดคอลเล็กชั่นนี้ขึ้นมา

     สองวันให้หลังภายในสตูดิโอของเขา ฟาร์เรลล์ดูหัวหมุน ฉันสาบานว่าเครื่องประดับที่เขาใส่เพิ่มจากครั้งก่อนหน้าที่เจอกัน แม้แต่กระเป๋าสปีดีสีเหลืองของเขาก็ยังมีสายใหม่เป็นสีทองและฝังด้วยเพชร ในเวลานั้น โชว์ของเขาได้กลายเป็นหนึ่งในแฟชั่นโชว์ที่มีคนดูซ้ำมากที่สุดโชว์หนึ่งในประวัติศาสตร์บนยูทูบ (YouTube ) โดยมีรายงานว่ามีการชมโชว์ไปมากกว่า 1 พันล้านครั้งทั่วโลก บรรยากาศของการเฉลิมฉลองอบอวลอยู่ในนั้น แต่ทุกคนก็ยังมีสมาธิกับเรื่องตรงหน้า ยังไม่มีใครลาพักร้อน ฟาร์เรลล์เองก็ใช้เวลาทั้งเช้าในสตูดิโอเพื่ออัดเพลงใหม่ ตอนที่ไปถึงเขาเปิดแล็ปท็อปแล้วโชว์หน้าจอให้ดู ฉันถามเขาเกี่ยวกับโมเมนต์สุดท้ายของโชว์ที่เขาออกมาโค้งคำนับให้คนดู

     “จากมุมมองส่วนตัว ผมใจฟูมาก แล้วก็รู้สึกเบาใจด้วย ผมสัมผัสได้จากพลังงานว่า รู้สึกเหมือนกับกำลังลอยอยู่ แค่ออกไปขอบคุณทุกคนที่มา ก็ทำให้รู้สึกแบบนั้นแล้ว” เขาสรุปประสบการณ์ในวันนั้นให้ตรงยิ่งขึ้นว่า “นี่คือสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ผมเคยทำมาในชีวิต”

     สื่อมวลชนส่วนใหญ่นำเสนอข่าวเกี่ยวกับแฟชั่นโชว์ครั้งนี้ไปในทางบวก ยกเว้นเสียงบ่นเกี่ยวกับการจราจรในปารีสที่เป็นผลมาจากการปิดสะพาน “โดยส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่านี่เป็นการเปิดตัวที่มหัศจรรย์มาก ทั้งยังมีไดเร็กชั่นที่ชัดเจน และมีมุมมองของลูกค้าที่อยู่เบื้องหลังงานนี้ด้วย” เบคคารีบอกกับฉัน “แน่นอนว่าโชว์นี้ไปไกลกว่าความคาดหวังที่เรามี และผลลัพธ์ก็น่าทึ่งแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน แต่ที่เหนือกว่าเรื่องอื่นๆ ก็คือคอลเล็กชั่นนี้เป็นคอลเล็กชั่นที่แข็งแรงและได้รับการต้อนรับอย่างดีมากจากทุกคน”

     ถ้าคอลเล็กชั่นเปิดตัวของฟาร์เรลล์จะมีผลอะไร ก็น่าจะเป็นผลที่ว่าคอลเล็กชั่นนี้ทำให้เราคาดหวังในสิ่งที่มากกว่าในอนาคต หากจะนึกถึงภาพของสิ่งนั้น เราจะต้องย้อนกลับไปมองแฟชั่นแบรนด์หรูและเห็นถึงเส้นที่ขีดแบ่งระหว่างยุคก่อน-หลังฟาร์เรลล์ ผลงานของเขาทำให้รู้สึกเหมือนกับการเริ่มต้นของบางสิ่งที่ลึกซึ้ง

     เมื่อฉันถามฟาร์เรลล์เกี่ยวกับอนาคต การคาดการณ์ของแบรนด์ และความปรารถนาที่จะให้ LVMH สร้างการเปลี่ยนแปลงในวัฒนธรรมและแวดวงแบรนด์หรูในเวลาเดียวกัน เพื่อสร้างลูกค้าทั่วโลก ซึ่งบางส่วนเท่านั้นที่จะกลายมาเป็นลูกค้า เขาบอกว่าความตั้งใจของเขานั้นกว้างกว่าที่หลายคนคิด ฟาร์เรลล์บอกว่า “ทางแบรนด์มีความปรารถนาที่จะเติบโตอย่างรวดเร็ว” โดยขยายความเรื่องนี้ต่อว่า “การเติบโตหมายถึงการเติบโตทางรสนิยม การเติบโตที่สร้างมาตรฐานใหม่ การเติบโตที่อยู่เหนือมาตรฐานที่มี เงินจะตามมาเอง เราจะไม่ทำอะไรโดยมีเป้าหมายว่าให้ทำเงินเท่านั้น เพราะไม่อย่างนั้นเราก็จะผลิตแค่หัวเข็มขัดและอื่นๆ นั่นไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ผมได้มาอยู่ที่นี่ ผมถูกชวนมาที่นี่เพื่อที่จะให้เขย่าต้นไม้ ซึ่งเป็นวิธีที่จะทำให้คุณได้แอปเปิลที่หวานที่สุด”

     พุชา ทีบอกกับฉันว่า ในยุคสมัยใหม่นี้ความฟู่ฟ่าในสไตล์เดิมของฟาร์เรลล์อาจจะหวนคืนมาบ้างเล็กน้อย “แต่นั่นก็ยังไม่ถือว่าฟู่ฟ่า แต่เป็นอิสระในการแสดงความคิดสร้างสรรค์เท่านั้นเอง” เขากล่าว

     การนั่งอยู่ที่นั่นกับฟาร์เรลล์ เครื่องประดับที่ฟันสีทองของเขาเล่นกับแสงแดดที่สองลอดหน้าต่างเข้ามา ฉันถามเกี่ยวกับลุคใหม่ของเขา เราจะได้เห็นการกลับมาของสไตล์แบบเดิมหรือเปล่า

     “ยักษ์ตื่นขึ้นแล้ว” ฟาร์เรลล์ตอบ ก่อนจะได้เห็นเขาตัดสินใจที่พูดถึงตัวเองอย่างชัดเจนว่า “ผมเป็นมดตัวเล็กๆ แต่เป็นมดที่มีจิตวิญญาณของยักษ์ และผมคิดว่ายักษ์ได้ตื่นขึ้นแล้ว”






Source link

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *