บ้านปู ทุ่ม 2 พันล้าน เร่งลงทุนพลังงานสะอาด ดันกำลังผลิตทะลุ 6.1พัน MW ในปี 68

0


จากการที่ “บ้านปู” เข้าสู่ “การเปลี่ยนผ่านธุรกิจ” ทั้งด้านธุรกิจ เทคโนโลยี และบุคลากร มาเป็นระยะเวลา 10 ปีแล้ว นับตั้งแต่การเริ่มเข้าไปลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในญี่ปุ่นเป็นแห่งแรก ปัจจุบัน บริษัทฯ มีสัดส่วนการลงทุนและกระแสเงินสดที่เพิ่มขึ้นจากธุรกิจที่ชาญฉลาดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และมีระบบนิเวศทางธุรกิจของบ้านปูที่แข็งแกร่ง สามารถผสานพลังร่วมเพื่อถ่ายทอด ต่อยอด แบ่งปันองค์ความรู้ความชำนาญ เทคโนโลยี และทรัพยากรระหว่างกัน 

สมฤดี ชัยมงคล Chief Executive Officer บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “นับจากนี้ สู่เป้าหมายในปี 2568 เราจะเห็นการเติบโตของพอร์ตโฟลิโอพลังงานที่สะอาดขึ้นและเทคโนโลยีพลังงาน ในขณะเดียวกัน บ้านปูยังคงนำเสนอโซลูชันด้านพลังงานสะอาดใหม่ๆ ที่สามารถตอบโจทย์ธุรกิจ ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ และขับเคลื่อนคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้คนได้มากขึ้น”

4 ธุรกิจเรือธง และ 1 หน่วยงาน กับเป้าหมายการขับเคลื่อนธุรกิจสู่อนาคต 

  • ธุรกิจเหมือง ปัจจุบันไม่มีการลงทุนใหม่ๆ ในธุรกิจถ่านหินเพิ่มเติม แต่มุ่งเน้นการสร้างกระแสเงินสดเพื่อต่อยอดธุรกิจที่สอดคล้องกับกลยุทธ์ Greener & Smarter และการพัฒนาการดำเนินงานในสินทรัพย์เดิมที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมกับกำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการต่อยอดสู่ธุรกิจ Strategic Minerals มุ่งเน้นแร่แห่งอนาคตที่จะเป็นทรัพยากรต้นทางของโซลูชันพลังงานสะอาด
  • ธุรกิจก๊าซธรรมชาติ มีสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศยุทธศาสตร์ โดยปัจจุบันบ้านปูเป็นหนึ่งในผู้นำธุรกิจก๊าซธรรมชาติ 20 อันดับแรกในสหรัฐฯ ด้วยกำลังผลิตประมาณ 890 ล้านลูกบาศก์ฟุตเทียบเท่าต่อวัน (MMcfepd) เป้าหมายในอนาคตคือการขยายพอร์ตธุรกิจทั้งต้นน้ำและกลางน้ำ ตั้งแต่แหล่งก๊าซ ระบบแยก อัดก๊าซ จนถึงท่อขนส่งก๊าซ คู่ขนานไปกับการเร่งพัฒนาโครงการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture, Utilization and Storage: CCUS)

    ซึ่งขณะนี้มีอยู่ 3 โครงการ ได้แก่ โครงการ Barnett Zero (บาร์เนตต์ ซีโร่) โครงการ Cotton Cove (คอตตอน โคฟ) และโครงการ “High West (ไฮเวสต์)” รวมทั้งเป็นโอกาสสร้างรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตในอนาคตโดยบริษัทลูกในสหรัฐฯ โดยตั้งเป้าหมายบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral) สำหรับ scope 1 และ 2 ราวปี ค.ศ. 2025 และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) สำหรับการปล่อยมลสารจากธุรกิจต้นน้ำ scope 3 ภายในทศวรรษ 2030

  • ธุรกิจผลิตไฟฟ้า เร่งขยายพอร์ตโฟลิโอธุรกิจในโรงไฟฟ้าพลังงานที่สะอาดขึ้น ทั้งโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ โรงไฟฟ้าที่ใช้เทคโนโลยี HELE และโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ล่าสุด เข้าลงทุนในโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Temple II ในรัฐเทกซัส เป็นการสร้างคุณค่าจากการผสานพลัง (Synergistic Value) กับโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Temple I ที่มีอยู่เดิม เสริมความแกร่งให้กับ

    ห่วงโซ่คุณค่าของธุรกิจของบ้านปูในสหรัฐฯ นอกจากนี้ยังได้เริ่มต้นธุรกิจพลังงานหมุนเวียนในสหรัฐฯ ผ่านโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ปัจจุบัน ธุรกิจผลิตไฟฟ้าของบ้านปูมีกำลังผลิตไฟฟ้ารวมทั้งหมด 4,974 เมกะวัตต์ ซึ่งมาจากโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อน 4,008 เมกะวัตต์ และจากโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน 966 เมกะวัตต์ ใน 8 ประเทศทั่วภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก โดยวางเป้าหมายขยายกำลังผลิตให้ได้ 6,100 เมกะวัตต์ภายในปี 2568

  • ธุรกิจเทคโนโลยีพลังงาน เน้นขยายฐานลูกค้าให้ครอบคลุมมากขึ้น นำเอาดิจิทัลโซลูชันมาผสมผสานเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้ธุรกิจ และขยายการลงทุนสู่พันธมิตรใหม่ๆ โดยวางเป้าหมายปี 2568 ดังนี้ 1. ธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาและทุ่นลอยน้ำ (Solar Rooftop & Floating) ตั้งเป้ากำลังผลิตรวม 500 เมกะวัตต์ 2. ธุรกิจแบตเตอรี่และระบบกักเก็บพลังงาน (Battery & ESS Solutions) ตั้งเป้ากำลังผลิต 4 กิกะวัตต์ชั่วโมง 3. ธุรกิจพัฒนาเมืองอัจฉริยะและจัดการพลังงาน (Smart Cities & Energy Management) จำนวน 60 โครงการ 4. ธุรกิจซื้อขายไฟฟ้า (Energy Trading) ตั้งเป้ากำลังซื้อขายไฟฟ้า 2,000 กิกะวัตต์ชั่วโมงต่อปี และ 5. ธุรกิจอี-โมบิลิตี้ (E-Mobility) ตั้งเป้าขยายการให้บริการระบบสัญจรทางเลือกแบบครบวงจรในรูปแบบ Mobility as a Service (MaaS) ทั้งบริการ Ride Sharing, Car Sharing, EV Charger Management และ EV Fleet Management โดยการขยายความร่วมมือกับพันธมิตรต่างๆ

    นอกเหนือจาก 4 ธุรกิจเรือธงแล้ว ในปี 2565 บ้านปูได้จัดตั้ง หน่วยงาน Corporate Venture Capital เพื่อดูแลการลงทุนในธุรกิจ New S-Curve ที่จะช่วยเร่งการเติบโตตามกลยุทธ์ Greener & Smarter และเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจที่มีอยู่และระบบนิเวศของกลุ่มบ้านปู หน่วยงานนี้จะเน้นการผสานคุณค่าร่วมให้กับธุรกิจที่มีอยู่เดิม (Synergistic Value) ให้น้ำหนักกับการเลือกธุรกิจที่มีความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี มีความได้เปรียบทางการแข่งขันในระยะยาว และสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีอย่างยั่งยืน

    ที่ผ่านมาได้ลงทุนในกองทุนต่างๆ เช่น กองทุน Warburg Pincus ที่จะช่วยส่งเสริมการเติบโตของบ้านปู เน็กซ์ (Banpu NEXT) ในการขยายธุรกิจพลังงานสะอาดในต่างประเทศ กองทุน Heyokha Makha ที่จะส่งเสริมการทำโครงการเหมืองแร่แห่งอนาคต และกองทุน Smart City ของ Eurazeo ซึ่งให้ความสำคัญกับการพัฒนาพลังงานสะอาด ยานยนต์อัจฉริยะ และเทคโนโลยีสำหรับอุตสาหกรรม รวมถึงการลงทุนในสตาร์ทอัพ AirCarbon Exchange (ACX) แพลตฟอร์มการซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิตในระดับโลก

“ความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านธุรกิจในช่วงที่ผ่านมาล้วนเกิดขึ้นจากแรงขับเคลื่อนของผู้บริหารและ พนักงานบ้านปู ในทั้ง 9 ประเทศ (ไทย อินโดนีเซีย จีน ออสเตรเลีย ลาว มองโกเลีย ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และเวียดนาม) ที่ทำงานสอดประสานเป็นหนึ่งเดียวภายใต้วัฒนธรรมองค์กร บ้านปู ฮาร์ท (Banpu Heart) นอกจากนี้ ยังมี หลัก ESG ที่เปรียบเสมือนเสาหลักในการดำเนินธุรกิจที่ทำให้บ้านปูสามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน จากนี้ไป เราพร้อมที่จะขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นผู้ส่งมอบพลังงานที่ยั่งยืนและสามารถตอบโจทย์ความต้องการด้านพลังงานของโลกในอนาคต” 

ขณะเดียวกันภายในปี 2568 บ้านปูจะเพิ่มสัดส่วน EBITDA ที่มาจากธุรกิจพลังงานที่สะอาดขึ้นทั้งหมดให้มีมากกว่า 50% ส่วนงบลงทุนได้มีการตั้งไว้ที่ 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นงบปี 66-68 โดยจะจัดสรรลงทุนในธุรกิจ Renewable energy มากที่สุด รวมทั้ง Energy Technology รวมไปถึง CCUS และ CVC ที่วางบัดเจตไว้ปีละ 100 ล้านเหรียญด้วยเช่นกัน เพื่อสร้าง Value ให้ได้มากขึ้น

และยังมีการศึกษาที่จะทำยังไงให้ธุรกิจโรงไฟฟ้าสามารถนำเทคโนโลยีแอมโมเนีย และไฮโดรเจนเข้ามาใช้เป็นพลังงานสะอาดและผลิตไฟฟ้าในอนาคตได้ เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำในการสร้างธุรกิจพลังงานให้เป็นธุรกิจที่ยั่งยืน “ซื้อหาได้ ในราคาที่เหมาะสม” และจ่ายได้อย่างแน่นอน มั่นคง และที่สำคัญคือเป็นพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 

ส่วนเหมืองแร่จะหาเพิ่มหรือไม่นั้น ทางบ้านปูมองว่า ขณะนี้มีโปรเจกต์เป็นเหมืองใหม่อยู่ประมาณ 3 เหมือง และตอนนี้กำลังดูในพื้นที่ประเทศลาว อินโดนีเซีย และออสเตรเลีย แต่ในส่วนของลาวได้มีโอกาสเข้าไปพูดคุยกับเจ้าของแหล่ง ซึ่งมองว่ามีโอกาสมาก รวมไปถึงอินโดนีเซีย และออสเตรเลีย ก็ได้มีการพูดคุยแต่จะต้องดูว่าส่วนไหนจะคุ้มทุน และดึง Cash flow กลับมาได้ไว ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษา

“อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าภาพรวมธุรกิจถ่านหินในไตรมาส 3/66 ทำได้ไม่ดีมากนักเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากราคาถ่านหินที่ชะลอตัวลงมาอยู่ที่ระดับ 168 เหรียญสหรัฐ ขณะที่ไตรมาส 3/65 ราคาถ่านหินอยู่ที่ 400 เหรียญสหรัฐ แต่ทั้งนี้มองว่าราคาถ่านหินก็ยังอยู่ในระดับที่ดีแม้ว่าจะปรับตัวลดลงก็ตาม แต่ทั้งนี้บริษัทฯคาดว่าแนวโน้มราคาถ่านหินในไตรมาส 4/66 จะปรับตัวขึ้นดีกว่าไตรมาสที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้ก็เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่ดีขึ้นจาก 3 อาทิตย์ที่ผ่านมาปรับตัวเพิ่มขึ้น 1-3 เหรียญ ซึ่งบริษัทฯ จะต้องดูเรื่องปริมาณการผลิตด้วยว่าจะผลิตได้ตามเป้าหมายหรือไม่ ซึ่งหากผลิตได้ตามแผนก็จะมีกำไร อย่างไรก็ตามโดยปกติไตรมาส 4 ผลประกอบการจะดีเนื่องจากเป็นไตรมาสที่ราคาสูงที่สุดและเป็นช่วงไฮซีซั่น” สมฤดี กล่าวทิ้งท้าย



Source link

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *